
"บีอาร์ที" 6 ปีขาดทุนยับพันล้าน แนะให้ทบทวน
พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง เเถลงการประชุมติดตามการบริหารจัดการโครงการบีอาร์ที พบ 6 ปี ขาดทุนรวม 1,000ล้านบาท
พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง เเถลงการประชุมติดตามการบริหารจัดการโครงการบีอาร์ที พบ 6 ปี ขาดทุนรวม 1,000ล้านบาท
พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(กทม.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการจราจร ขนส่งและการระบายน้ำสภากทม. กล่าวหลังการประชุมติดตามการบริหารจัดการโครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ(BRT) โดยมีคณะกรรมการฯตัวแทนจากสำนักการจรและขนส่ง (สจส.)และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ว่า โครงการตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปัจจุบันรวมเวลาให้บริการประมาณ 6 ปี พบว่าขาดทุนรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท เนื่องจาก กทม.ต้องใช้งบประมาณ ในการสนับสนุนปีละประมาณ 200 ล้านบาท ทุกปี ทำให้เสียงบประมาณ อีกทั้งการปรับราคาค่าโดยสารเพื่อแก้ปัญหาขาดทุนนั้น คณะกรรมการฯศึกษา ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากการกำหนดราคาค่าโดยสาร 5 บาทตลอดสาย ซึ่งถือเป็นราคาที่ถูกมาก แต่ก็ยังมีประชาชนรับบริการน้อย หากมีการปรับราคาสูงขึ้นไปอีก อาจจะทำให้ผู้โดยสารลดลง ซึ่งยังคงปัญหาขาดทุนเหมือนเดิม ส่วนจำนวนประชาชนที่ใช้บริการนั้น ตามเป้า ที่ตั้งไว้ คือ 30,000 คน แต่มีผู้ใช้บริการประมาณ 20,000 คนเท่านั้น และจำนวนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีก็น้อยมาก ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้
ทั้งนี้จากการลงพื้นที่และทดลองรับบริการด้วยตัวเอง พบว่าตลอดเส้นทางตั้งแต่ ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ที่ กทม.กำหนดเวลาไว้ว่าใช้ประมาณ 30 นาทีนั้น มีความล่าช้ากว่าที่กำหนด ซึ่งในบางช่วงเวลาอาจจะใช้เวลาถึง เกือบ 1 ชั่วโมง เนื่องจากมีรถยนต์ส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ เข้ามาใช้ช่องทางร่วมด้วยจึงทำให้ล่าช้า หากประชาชนที่เร่งรีบก็เปลี่ยนใจงดใช้บริการ อีกทั้งเส้นทางเดินรถบีอาร์ทีนั้นนอกจากต้นทางที่เชื่อมต่อจากบีทีเอสสถานีช่องนนทรีแล้วก็ไม่เชื่อมต่อระบบขนส่งอื่นเท่าที่ควร
พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯจึงได้มอบหมายให้ สจส. ทำการทบทวนโครงการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะจากสภาพปัญหาถือว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งในปี 2560 นี้ กทม.จะหมดสัญญาจ้างบริหารจัดการกับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) จึงอยากให้ กทม.มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร มีแผนในการบริหารจัดการในรูปแบบใดเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัจจุบัน เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่อได้ หรือจะยกเลิกโครงการไป เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าและเกิดปัญหาการจราจรในพื้นที่ด้วย เพราะสภาพการจราจรในกรุงเทพฯนั้นการกั้นพื้นที่เพื่อลดช่องจราจรทำได้ยากและเกิดปัญหาอย่างแน่นอน







