
เลื่อนเลือกเลขาฯสปสช.ไปเป็นเดือนก.ค.
บอร์ดสปสช.รอกฤษฎีกาตีความคุณสมบัติผู้สมัคร เลื่อนการพิจารณาเลือกเลขาธิการสปสช.ไปเป็นเดือนก.ค.
บอร์ดสปสช.รอกฤษฎีกาตีความคุณสมบัติผู้สมัคร เลื่อนการพิจารณาเลือกเลขาธิการสปสช.ไปเป็นเดือนก.ค.
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.)
รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ความคืบหน้าของการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการ สปสช.นั้น ขณะนี้คณะกรรมการสรรหาได้สรรหาผู้สมัครเลขาธิการจากที่สมัครทั้งหมด 7 ราย ผ่านการสรรหา 2 ราย เพื่อเสนอให้บอร์ด สปสช.คัดเลือก คือ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรักษาการเลขาธิการ สปสช. และ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังต้องรอผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นคุณสมบัติของเลขาธิการ สปสช. ดังนั้นมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในวันนี้จึงให้เลื่อนการเลือกเลขาธิการ สปสช.ออกไปก่อน จนกว่าผลการตีความคุณสมบัติของเลขาธิการ สปสช.จากคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่าในการประชุมบอร์ด สปสช.ครั้งหน้าคือวันจันทร์ที่ 4 ก.ค. 2559 จะสามารถดำเนินการได้
นอกจากนี้ ยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเป็ก หรือสั่งให้คนในสธ.เข้ามาสมัคร ทั้งนี้ หากผลการตีความเสร็จสิ้น คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะยึดหลักการคือ 1.หากผลการตีความพบว่าผู้สมัครเลขาธิการ สปสช.ทั้ง 2 ท่าน ไม่ขาดคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 31(12) ก็เสนอรายชื่อทั้ง 2 ท่านให้บอร์ด สปสช.คัดเลือก แต่หากเป็นแนวทางที่ 2 คือผลการตีความพบว่ามีผู้สมัครเลขาธิการ สปสช.ท่านใดท่านหนึ่งขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย ก็เสนอรายชื่อที่เหลือให้บอร์ด สปสช.รับรอง
ขณะที่ นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง จ.นครราชสีมา และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท พร้อมด้วยเครือข่ายผู้ป่วย และเครือข่ายภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธานเพื่อขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกายึดหลักการตีความคุณสมบัติเลขาธิการ สปสช.ตามข้อกฎหมาย เนื่องจากมีข่าวเล็ดรอดว่า มีผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใกล้ชิด รมว.สาธารณสุข จึงมีการแทรกแซง ร้องขอจากฝ่ายการเมืองโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขอให้มีการตีความว่าไม่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย
ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยปรัชญาพันธกิจถูกระบุให้เป็นหน่วยงานที่ให้คำแนะนำ ชี้ทางการใช้อำนาจทางปกครอง เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อบุคคลคณะใดคณะหนึ่ง และที่ผ่านมาเคยมีการตีความในลักษณะนี้ของผู้สมัครเลขาธิการ สปสช,มาแล้วถึง 3 ครั้ง คือ กรณีของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ผู้บริหารมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนา นพ.อำนวย กาจีนะ ในช่วงดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ นพ.พินิจ หิรัญโชติ ที่เป็นคู่สัญญากับ สปสช. โดยเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 31 (12) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
แต่การเบี่ยงเบนคำตัดสินของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 10 ต้องโยนคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระหรือใช้บรรทัดฐานกฎหมายตัดสิน และเป็นการดำเนินการตามความต้องของการเมืองหรือไม่ เหล่านี้กฤษฎีกาต้องมีคำตอบใหกับสังคม
นพ.วชิระ กล่าวอีกว่า มีขบวนการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากลายเป็นระบบการสงเคราะห์ กลายเป็นระบบอนาถา ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายมาตลอด 14 ปีของการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีกระบวนการพยายามถ่วงรั้งให้ไม่อยากให้เป็นระบบของประชาชน แต่จะจำกัดให้แต่เฉพาะคนจน มีรายได้น้อย คนคิดแบบนี้สะท้อนว่าขาดความเข้าใจเรื่องความมั่นคงด้านสุขภาพ เพราะไม่ว่าจะคนจนหรือมีเงิน เมื่อเกิดความเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรัง ต่างมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเดือนร้อนด้วยกันทั้งนั้น
นพ.วชิระ กล่าวว่า นอกจากนี้ในวันนี้ยังได้เข้ายื่นหนังสือถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อขอให้พิจารณากรณีนี้ด้วย เป็นการยื่นคู่ขนาน อย่างไรก็ตามขอฝากถึงบอร์ด สปสช.ว่า อยากให้การสรรหาเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ ใช้การพิจารณาโดยคำนึงถึงประชาชน 48 ล้านคน ที่ได้รับประโยชน์จากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และไม่อยากให้กังวลต่อค่าใช้จ่ายในระบบ ที่มักถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณมาก แต่ข้อเท็จจริงแล้วเรายังใช้ไม่ถึงร้อยละ 1 ของจีดีพี หรือเพียงแค่ร้อยละ 4-5 ของงบประมาณประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ ดังนั้นขอให้สรรหาผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ คร่ำหวอดในวงการมานาน สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ให้สมกับที่ประเทศไทยเป็นแบบอย่างด้านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระดับนานาชาติ







