
เรตติ้งไทยเด้ง ความเชื่อมั่นกระเตื้อง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยปี 2559 ที่จัดอันดับโดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ล่าสุดดีขึ้นมาอยู่ที่ 28 เพิ่มขึ้นมา 2 อันดับจากปีก่อนหน้า ถือเป็นสัญญาณบวกของเศรษฐกิจ เพราะอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ความพยายามฟื้นฟู แก้ไขปัญหาต่างๆ นานา และการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 2 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มออกดอกออกผลทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจอยากขนเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
แม้ว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอันดับของไทยยังสู้ไม่ได้ แต่ว่าการพัฒนาการของไทยดีขึ้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ลดลง เช่น สิงคโปร์อยู่อันดับ 4 จากเดิมอันดับ 3 มาเลเซียอยู่อันดับ 19 จากเดิมอันดับ 14 ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 42 จากเดิมอันดับ 41 และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 48 จากเดิมอันดับ 42 พูดได้ว่าขีดความสามารถของไทยกระเตื้องขณะที่ของคู่แข่งเริ่มทรงตัวหรือแผ่วลง
เมื่อดูไส้ในของการจัดอันดับ 4 ด้าน คือ ด้านสภาเศรษฐกิจ ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ด้านประสิทธิภาพของธุรกิจ มีอันดับที่ดีขึ้นทั้งหมด มีแต่สุดท้ายด้านโครงสร้างพื้นฐานอันดับแย่ลง ยิ่งส่งผลให้รัฐบาลมั่นใจว่าการเดินหน้ายกเครื่องเศรษฐกิจเดินมาถูกทาง ส่วนปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่อันดับยังแย่ลง รัฐบาลก็ไม่ได้วิตก เพราะที่ผ่านมารู้จุดอ่อนตรงนี้เป็นอย่างดี เพราะประเทศไม่ได้มีการลงทุนด้านนี้เป็นเวลานานนับ 10 ปี และที่ผ่านมาได้พยายามเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ แต่การดำเนินการยังมีความล่าช้าอยู่
อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ดีขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคก็น่าจะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนนักลงทุนที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ก็น่าจะตัดสินใจลงทุนเร็วขึ้น
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ผลการจัดอันดับที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แม้ว่าปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจำนวนมาก ซึ่ง สศช.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3-3.5%
ขณะที่ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เห็นว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.2% เป็นเครื่องยืนยันว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ได้ผลตามที่คาด จากก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วยดื้อยา ออกมาตรการอะไรมาก็ต้องลุ้นว่าจะได้ผลหรือไม่ แนวโน้มที่ดีขึ้นเชื่อว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 และ 3 จะขยายตัวได้สูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และทั้งปีได้ตามเป้า
ทั้งหมดถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะในภาพใหญ่ความเชื่อมั่นย่อมขึ้นอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากทำได้มากความเชื่อมั่นย่อมมากขึ้น แต่หากการขยายตัวเศรษฐกิจลดน้อยลง ความเชื่อมั่นก็ลดลง ซึ่งเศรษฐกิจไทยปี 2558 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 0.8% ทำให้ความเชื่อมั่นเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ดี แต่เมื่อปีนี้เศรษฐกิจไทยทำดีกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับขีดความสามารถของไทยเพิ่มขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ส่งผลให้รัฐบาลพยายามทุกทางในการประคองการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวได้มากที่สุด ทั้งการออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจฐานราก กระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และเร่งการลงทุนภาครัฐ เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว หลังจากนี้จะมีแต่ยิ่งนับวันยิ่งดีขึ้น
ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะรู้ดีว่าเศรษฐกิจในช่วงที่อ่อนแอจะเดินต่อไปได้ต้องสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้ได้ ส่งผลทำให้รัฐบาลเสริมความแกร่งเรื่องความเชื่อมั่นในทุกเรื่อง เช่น การส่งออกของไทยแย่ขยายตัวได้ติดลบ รัฐบาลก็ออกมาระบุว่าได้เตรียมมาตรการเศรษฐกิจภายในรับมือเรียบร้อย ทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน
นอกจากนี้ สมคิดยังปิดช่องโหว่ที่จะกระทบความเชื่อมั่น เช่น การสั่งการบ้านให้กรมภาษี 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร รวมแรงร่วมใจกันเก็บภาษีปีงบประมาณ 2559 ให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจริงไม่ใช่เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะถึงแม้ว่าในภาพรวมของการเก็บรายได้ประเทศไม่มีปัญหา ได้ตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้พิเศษจากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ 4จี ถึง 5 หมื่นล้านบาท และการเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจเกินเป้ากว่า 1 หมื่นล้านบาท
แต่ทว่าภาพรวมการเก็บภาษียังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งนักลงทุนอาจมองเห็นและกังวลว่า เศรษฐกิจฟื้นจริงหรือไม่ หากฟื้นจริงทำไมการเก็บภาษียังต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการเร่งเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมาย เป็นการปิดช่องโหวที่จะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าความเชื่อมั่นจะสำคัญกับเศรษฐกิจไทยมาก การจัดอันดับขีดความสามารถที่ดีขึ้นจะมาช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุนให้แกร่งขึ้น แต่เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเป็นสำคัญ เพราะหากความเชื่อมั่นดี การจัดอันดับต่างๆ ดีขึ้น แต่นักลงทุนยังไม่ยอมควักเงินลงทุน หรือการลงทุนภาครัฐล่าช้า การจัดอันดับที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นดีขึ้น ก็ไม่มีประโยชน์กับเศรษฐกิจ เหมือนกับช่วงที่ผ่านมา
หากไปดูการลงทุนภาครัฐที่น่าจะทำได้ดี แต่ก็ยังล่าช้า เห็นได้จากงบลงทุนปีงบประมาณ 2559 ที่ลงทุนไม่ได้ ต้องโอนงบไปใช้ในโครงการอื่นที่มีความพร้อม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำให้การลงทุนล่าช้า แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยเงินทิ้งกองไว้เฉยๆ ในส่วนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากเดิมที่ว่าจะเริ่มเบิกจ่ายลงทุนได้แต่ต้นปี ก็ล่าช้าไปเป็นครึ่งปีหลัง จนทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาเพิ่มเพื่ออุ้มเศรษฐกิจครึ่งปีแรก เช่น มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายหักลดหย่อนจากการกินเที่ยวในประเทศ
สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนก็ยังไม่ค่อยขยับ แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนในปีนี้จะหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า แต่ก็ไม่มีเอกชนลงทุนจนต้องปรับมาตรการขอให้เริ่มลงทุนปีนี้ส่วนจะแล้วเสร็จปีนี้ก็หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า พร้อมกันนี้สมคิดยังขันนอตคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ตรวจสอบการขอการลงทุนของเอกชนเป็นรายโครงการว่ามีการลงทุนจริงเท่าไร และที่ยังไม่ยอมลงทุนมีอีกมากน้อยขนาดไหน และให้ตั้งทีมเข้าไปเร่งการลงทุนดังกล่าวให้มีการลงทุนจริง
สภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การลงทุนภาครัฐยังล่าช้า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยับ เพราะยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างแท้จริง ทำให้การได้ขยับอันดับขีดความสามารถที่เป็นสัญญาณดีช่วงนี้ น่าจะทำให้นักลงทุนขยับการลงทุนได้เร็วและมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้







