
แวดวงสงฆ์
ข่าวศาสนาขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ในช่วงนี้ถี่ยิบ นับตั้งแต่ข่าวสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ที่มาของคำว่าสมี
ข่าวศาสนาขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ในช่วงนี้ถี่ยิบ นับตั้งแต่ข่าวสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่ถูกกล่าวหาว่าครอบครองรถเบนซ์โบราณผิดกฎหมาย เป็นข่าวครึกโครมเป็นเดือน ตามด้วยข่าวพระเทพญาณมหามุนี (พระธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ารับของโจร และฟอกเงิน เพราะรับเงินบริจาคจากศุภชัย ศรีศุภอักษร ตอนนี้เป็นอดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น โดยมี DSI เป็นเจ้าของคดีทั้งสองกรณี อีกข่าวหนึ่งคือการจับพระภิกษุและฆราวาสที่ครอบครองซากสัตว์ป่าหายาก ที่วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จ.กาญจนบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเจ้าของเรื่อง
แต่ละข่าวมีกระแสต่างกัน 2 ข่าวข้างต้นดังในประเทศ ส่วนข่าวหลังดังทั้งในและนอกประเทศ เพราะเสือโคร่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
จะเป็นข่าวอะไรก็ตาม เมื่อเกี่ยวข้องกับพระภิกษุสงฆ์ สื่อมวลชนจะใช้คำเรียกพระสงฆ์ต่างกันออกไป แต่เป็นคำเรียกที่ฟังแล้วดูเหมือนเหยียดหยาม ดูหมิ่น และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แสลงหูทั้งพระสงฆ์และชาวพุทธ เช่น คำว่าโล้น อลัชชี จิ้งเหลือง และสมี เป็นต้น
ส่วนที่มาของคำว่า สมี นั้น เป็นประกาศของกระทรวงยุติธรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 ดังที่ปรากฏในประมวลพระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เรื่องระเบียบสั่งสึกพระผู้ต้องศาลตัดสินลงโทษในคดีอาญา ความว่า ถ้ามีพระถูกกล่าวหาในความอาญา ถูกตัดสินจำคุก หรือจำขัง ถ้าเป็นความเพียงชั้นศาลเมือง ให้เจ้าคณะเมืองสั่งสึก ถึงชั้นข้าหลวงพิเศษ ให้เจ้าคณะมณฑลสั่ง ถึงศาลฎีกา จะทรงเอง ถ้ามีพระราชทินนามต้องคดี ต้องกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตก่อน เทียบทำเนียมข้าราชการชั้นสัญญาบัตร เมื่อศาลขอให้สึกพระเช่นนั้น เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ทำตาม
วันที่ 22 ก.ย. 2455 ทรงสั่งให้เจ้าคณะมณฑลทราบทั่วกัน ต่อมาเจ้าพระยาอภัยราชา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ได้ออกกฎเสนาบดี ดังนี้
กฎกระทรวงยุติธรรม กฎที่ 63 ด้วยคดีที่พระต้องหาในทางอาญา ถ้าศาลตัดสินทำโทษ คดีถึงที่สุดจะบังคับการตามคำตัดสิน ศาลต้องขอพระบรมราชานุญาต ตามกฎเสนาบดีที่ 24 ข้อ 4 ย่อมเป็นการลำบากเสียเวลาอยู่ ถ้าพระผู้ที่จะรับโทษตามคำตัดสินเปลี่ยนจากเพศสมณะแล้ว ศาลก็ทำโทษได้โดยไม่ต้องขอพระบรมราชานุญาต แต่ติดขัดอยู่ด้วยพระไม่ยอมละเพศ
กระทรวงยุติธรรมจึงได้นำความข้อนี้ กราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยามหาสังฆปรินายก และปรึกษาหารือกระทรวงธรรมการ ได้ความตกลงพร้อมกันว่า ถ้าพระไม่มีสมณศักดิ์ต้องหาในคดีอาญา ถ้าติดขัดในการลงโทษด้วยเป็นเพศสมณะแล้ว ให้เป็นหน้าที่เจ้าคณะเป็นผู้สั่งสึกพระรูปนั้น เมื่อพระได้เปลี่ยนจากเพศสมณะแล้ว ศาลก็ทำโทษได้โดยไม่ต้องขอพระบรมราชานุญาต
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไปให้แก้กฎเสนาบดีที่ 24 ประการที่ 4 เฉพาะแต่การทำโทษพระซึ่งไม่มีสมณศักดิ์ ที่ต้องหาในคดี ฐานล่วงพระราชอาญา เป็นดังนี้ 1.พระที่มีสมณศักดิ์ชั้นรับพระราชทานสัญญาบัตร อันเทียบได้กับข้าราชการ ต้องหาในคดีอาญาแล้ว ชั้นพิจารณาก็ดี ชั้นเมื่อจะทำโทษตามคำพิพากษาเมื่อคดีถึงที่สุดก็ดี ศาลต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงบังคับการตามคำพิพากษานั้นได้2.ถ้าพระที่ไม่มีสมณศักดิ์ต่ำจากที่กล่าวแล้วในข้อ 1 การที่จะสึกเอาตัวมาทำโทษตามคำตัดสิน ให้เป็นดังนี้ ก.คดีในชั้นศาลเมืองเจ้าคณะเมืองเป็นผู้สั่งสึก ข.คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษเจ้าคณะมณฑลเป็นผู้สั่งสึก ค.คดีในชั้นฎีกา สังฆราชหรือในเวลาว่างสังฆราช สังฆนายกในเถรสมาคมเป็นผู้สั่งสึก 3.เมื่อศาลจะทำโทษพระซึ่งไม่มีสมณศักดิ์แล้ว ให้มีรายงานส่งสำนวนไปยังเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะมณฑล สังฆราชหรือสังฆนายกในเถรสมาคมเป็นผู้สั่งสึกพระเสียก่อน แล้วจึงลงโทษตามคำตัดสินต่อไป
4.พระที่ต้องหาเช่นว่านี้ คำนำที่จะเรียกพระให้เรียกว่าสมี ให้ศาลทั้งหลายที่ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรม กระทำตามกฎนี้ กฎให้ไว้ ณ วันที่ 7 มิถุนายน พระพุทธศักราช 2456 เจ้าพระยาอภัยราชา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม







