
ราชินี หลังบานประตูลับ
นักอียิปต์วิทยาแนวหน้าของโลกบอกว่าหลุมพระศพของเนเฟอร์ติติซ่อนอยู่ในสถานที่ที่นักโบราณคดีและนักท่องเที่ยว
โดย...เนเฟอร์ติติผู้เลอโฉม
นักอียิปต์วิทยาแนวหน้าของโลกบอกว่าหลุมพระศพของเนเฟอร์ติติซ่อนอยู่ในสถานที่ที่นักโบราณคดีและนักท่องเที่ยวนับหมื่นนับแสนเคยไปเยือนมาแล้ว การค้นหาสตรีผู้ลือนามแห่งโลกยุคโบราณ จึงอาจจบลงอีกไม่นานเกินรอ
นิโคลัส รีฟส์ นักอียิปต์วิทยาชื่อดังชาวอังกฤษมีทฤษฎีใหม่ในใจ แต่สิ่งที่เขาคิดจะเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 หรือจะเป็นการคำนวณพลาดครั้งยิ่งใหญ่ เจ้าตัวก็ยังไม่รู้แน่ กว่าร้อยปีที่ผ่านมานักโบราณคดีพยายามค้นหาหลุมพระศพของเนเฟอร์ติติมาโดยตลอด แต่ยังหาไม่พบจนบัดนี้ หากสิ่งที่รีฟส์คิดเป็นจริงก็เท่ากับว่าถ้วยชัยที่เพื่อนร่วมอาชีพได้แต่ฝันถึงจะตกเป็นของเขา
แม้จะยังต้องตรวจสอบอีกนาน แต่รีฟส์ก็เชื่อหมดใจว่าสตรีผู้โด่งดังและลึกลับที่สุดผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ไกลเลย หากแต่เร้นกายอยู่หลังกำแพงในสุสานตุตันคามุน ราชันหนุ่มที่คนทั้งโลกรู้จักกันดี ณ หุบผากษัตริย์ในลักซอร์นั่นเอง รีฟส์ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการนับหน้าถือตาอย่างสูง ทฤษฎีใหม่ของเขาก็ไม่ใช่การกล่าวอ้างอย่างลอยๆ แต่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่ากำแพงในสุสานตุตันคามุนมีร่องรอยบานประตู 2 บานที่ถูกทาสีทับจนแทบมองไม่เห็น โดย 1 ใน 2 บานอาจเป็นประตูสู่ห้องเก็บของ ส่วนอีกบานอาจนำไปสู่สิ่งที่รีฟส์เรียกว่า “การค้นพบทางโบราณคดีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
ถ้ารีฟส์พบที่พำนักสุดท้ายของเนเฟอร์ติติแล้วจริงๆ ก็จะเป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับว่านักโบราณคดีมีโอกาสพบห้องเก็บสมบัติและเครื่องประกอบพระศพที่ทำจากทองคำอย่างวิจิตรพิสดารกว่าในห้องเก็บพระศพของตุตันคามุน ทั้งยังไม่เคยถูกแตะต้องมาก่อน และถ้าพบมัมมี่ของเนเฟอร์ติติจริงๆ ก็จะช่วยไขความลับหลายต่อหลายข้อเกี่ยวกับสตรีผู้โด่งดังที่เป็นตำนาน แม้จะลาโลกไปนานกว่า 3,300 ปีผู้นี้
นักโบราณคดีรุ่นแล้วรุ่นเล่าพยายามหาคำตอบว่าเนเฟอร์ติติ เป็นพระมารดาเลี้ยงหรือพระมารดาแท้ๆ ของตุตันคามุนกันแน่ พระนางได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์อัคเคนาเตน พระสวามีหรือไม่ และพระนางสิ้นพระชนม์ด้วยสาเหตุใด แต่ที่ผ่านมาทุกคนคว้าน้ำเหลวไม่ต่างกัน หากทฤษฎีของรีฟส์เป็นจริงก็จะหาคำตอบเหล่านี้ได้จากมัมมี่และหลุมศพของพระนาง ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจกระจ่างขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในยุคสมัยที่สำคัญที่สุด และวุ่นวายที่สุดยุคหนึ่งของอาณาจักรอียิปต์โบราณภาพสแกนเผยรายละเอียดที่ไม่เคยมีใครเห็น
นิโคลัส รีฟส์ เป็นศาสตราจารย์สาขาโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอียิปต์โบราณมาเป็นเวลากว่า 30 ปี และสนใจจนเรียกได้ว่าเข้าขั้นหลงใหลในราชินีเนเฟอร์ติติผู้งามเลิศ ดังปรากฏบนรูปสลักครึ่งตัวที่ตั้งแสดง ณ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงเบอร์ลิน แต่รีฟส์และเพื่อนนักโบราณคดีก็ตอบไม่ได้ว่าพระศพของพระนางอยู่ที่ใด จนกระทั่งวันหนึ่งในเดือน ก.พ. ปี 2014 ขณะที่รีฟส์นั่งดูภาพดิจิทัลที่ถ่ายจากหลุมศพตุตันคามุนผ่านจอคอมพิวเตอร์ คำตอบก็แวบเข้ามาในความคิด
แฟคทัม อาร์เท (Factum Arte) กลุ่มนักบูรณะโบราณวัตถุในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ได้อัพโหลดภาพสแกนความละเอียดสูงจากหลุมศพตุตันคามุนที่สแกนไว้ตั้งแต่ปี 2009 ขึ้นเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เมื่อรีฟส์ดูภาพเหล่านั้นก็เห็นรายละเอียดที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แม้ก่อนหน้านั้น เขาจะเคยไปเยือนหลุมศพตุตันคามุนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยสังเกตเห็นสิ่งนี้มาก่อน
ทางการอียิปต์จ้างอาร์เทให้ทำแผนที่ 3 มิติของสุสานตุตันคามุนอย่างละเอียด เพื่อสร้างแบบจำลองออกแสดงในงานนิทรรศการที่ลักซอร์ เมื่อรีฟส์เปิดดูภาพก็พบว่ามีข้อมูลใหม่ที่สะดุดตา และสร้างความแปลกใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก ภาพสแกนเหล่านั้นมีความละเอียดสูง สามารถมองเห็นได้แม้กระทั่งฝีแปรงเล็กจิ๋วบนภาพวาด และรายละเอียดที่ไม่เคยมีใครเคยสังเกตมาก่อน เช่น เส้น รอยร้าว และร่องรูใต้ผิวกำแพง
กำแพงด้านเหนือเดิมมีสีขาว แต่ถูกทาสีเหลืองทับ
รีฟส์รู้สึกว่าความจริงเริ่มปรากฏแก่สายตา หลังจากซูมดูรายละเอียดของภาพอย่างถี่ถ้วนซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาก็พร้อมจะไปสาบานที่ไหนก็ได้ว่ากำแพงด้านเหนือและด้านตะวันตกของสุสานมีร่องรอยจางๆ ของประตูที่ถูกก่อกำแพงปิดแล้วทาสีทับ
ประตูดังกล่าวมีสัดส่วนเท่ากับประตูสุสานฟาโรห์อียิปต์ทุกประการ โดยเฉพาะประตูบนกำแพงด้านเหนือนั้นปลุกความสนใจใคร่รู้ของรีฟส์มาก เพราะขนาดของมันเท่ากับประตูอีกบาน ในสุสานแห่งนี้ที่ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ ไปพบเข้าเมื่อปี 1922 ในสภาพถูกก่อกำแพงปิด ครั้นเปิดออกก็พบทางเข้าห้องเก็บสมบัติของตุตันคามุน
มัมมี่ที่ถูกทำลายอาจเป็นของเนเฟอร์ติติ
นักโบราณคดีบางคนบอกว่า การค้นหาพระศพเนเฟอร์ติติของนิโคลัส รีฟส์ นั้นเป็นการเสียเวลาเปล่า เพราะมีผู้พบพระศพของพระนางตั้งนานแล้ว
ในปี 1898 วิคตอร์ โลเรต์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส พบซากมัมมี่ที่มีร่องรอยความเสียหายอย่างรุนแรงด้วยน้ำมือโจรปล้นสุสานอยู่ภายในห้องเล็กด้านข้างของสุสานฟาโรห์แห่งหนึ่งในหุบผากษัตริย์ 3 ซากด้วยกัน ผ้าห่อศพถูกทิ้งกระจุยกระจาย แม้แต่อวัยวะบางส่วนก็หลุดออกจากตัว แต่ถึงกระนั้น นักโบราณคดีก็ยังบอกได้ว่า มัมมี่ร่างหนึ่งเป็นศพของชายหนุ่ม อีกร่างเป็นศพของหญิงชรา ส่วนร่างที่ 3 ซึ่งนักโบราณคดีเรียกว่า “สตรียังสาว” นั้น อาจจะเป็นพระศพของเนเฟอร์ติติก็ได้
ต่อมาในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ และได้ข้อสรุปว่า สตรียังสาวผู้นี้คือมารดาของฟาโรห์ตุตันคามุน แต่เธอจะเป็นใครกันแน่นั้น ผู้เชี่ยวชาญยังถกกันไม่จบเพราะไม่มีใครรู้ว่าเนเฟอร์ติติเป็นแม่แท้ๆ หรือแม่เลี้ยงของตุตันคามุน







