
ชีวิตสำเร็จรูป
เกินครึ่งของหนังสือขายดีในร้านหนังสือทุกวันนี้เต็มไปด้วยหนังสือประเภท “How to” ที่สอน “วิธีการเดิน”
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
เกินครึ่งของหนังสือขายดีในร้านหนังสือทุกวันนี้เต็มไปด้วยหนังสือประเภท “How to” ที่สอน “วิธีการเดิน” ไปสู่เป้าหมายของบุคคลต่างๆ หรือในสังคมออนไลน์เราก็จะเห็นเรื่องราวลักษณะนี้ถูกส่งต่อไปมาแทบจะทุกวัน
เป้าหมายที่ว่านั้นส่วนใหญ่ก็จะมีเพียง 2 เรื่องหลักๆ ที่สามารถขึ้นท็อปชาร์ตของหนังสือขายดีได้ นั่นคือเรื่อง “ความรวย” กับเรื่อง “สุขภาพ”
จะว่าไปก็เป็นเรื่องดีไม่น้อยที่ผู้คนในสังคมหันมาสนใจเรื่องสุขภาพทางการเงิน วางแผนการลงทุนเพื่อไม่ให้ลำบากในยามแก่เฒ่า รวมทั้งสนใจสุขภาพร่างกายเพื่อให้ห่างไกลจากความเจ็บป่วยไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาแสนแพง
แต่อีกด้านก็ดูเหมือนว่าสังคมสนใจการเดินทางสู่เป้าหมายเหล่านั้นด้วยวิธีสำเร็จรูป รวดเร็ว หรือพูดง่ายๆ ว่าทำตาม How to ที่ได้รู้มาแบบขั้นต่อขั้น บางคนก็ประสบความสำเร็จ ขณะที่บางคนก็พบกับความพ่ายแพ้
หลายคนสูญเสียเงินจำนวนมากไปในตลาดหุ้น เพราะเชื่อวิธีการของคนอื่นมากเกินไป โดยไม่ยอมศึกษาข้อมูลด้านอื่นๆ แล้วนำมาประมวลเพื่อหาวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับธรรมชาติของตัวเองมากที่สุด
เพราะผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญวิธีการของคนอื่น หากแต่เป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งที่จะเข้าไปลงทุนอย่างถ่องแท้ และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะกับลักษณะของตัวเองมากที่สุด ที่สำคัญพวกเขาเหล่านั้นมีความอดทนและความพยายามมากพอที่เดินทางไปสู่ความสำเร็จ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถได้มาด้วยระยะเวลาอันสั้น
เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพ รูปร่างที่สวยงามและสุขภาพที่แข็งแรงนั้นไม่ได้มาโดยง่าย เพราะต้องอาศัยการออกกำลังกายที่มีวินัย และการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด รวมทั้งต้องอดทนและควบคุมความอยากให้ได้ผลสำเร็จจึงจะปรากฏให้เห็น
แต่บางคนก็เลือกที่จะเดินทางลัด เชื่อวิธีการที่มีการบอกต่อกันมาว่าจะประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นโดยไม่ต้องพยายามมากนัก บางคนจึงเลือกที่จะซื้อหายามากิน ซื้ออุปกรณ์หน้าตาแปลกๆ มาใช้ ตกเป็นเหยื่อคำโฆษณาเกินจริง จนสุดท้ายก็ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ตั้งใจไว้ ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือได้รับอันตรายจนถึงชีวิต
ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเติบโตมาพร้อมกับความอยากเป็นเจ้าของกิจการ และสร้างความมั่งคั่งในระยะเวลาอันสั้นด้วยวิธีการของคนอื่นที่เขียนเอาไว้ให้ปฏิบัติตามแบบสำเร็จรูป เรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊กของ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ พิธีกรชื่อดัง (www.facebook.com/suttipong.thamawuit) ก็ดูจะสวนทางกับกระแสความอยากของคนหนุ่มในวัยเดียวกันและสะท้อนถึงวิธีคิดน่าสนใจยิ่ง
เด็กหนุ่มเกิดในครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่แยกทางกัน และทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ปัจจุบันเขามีอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา อาศัยอยู่ในเพิงมุงสังกะสีกลางสวนยางโดยไม่มีไฟฟ้าและเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นใด
เด็กหนุ่มแบ่งเงินที่ได้จากการกรีดยางไปเรียน กศน.ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ในหลักสูตรสามัญและวิชาตัดผม เงินอีกส่วนไปจ่ายค่าบริการในร้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเข้าไปค้นคว้าหาความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์
แม้จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยการหุงข้าวด้วยไม้ฟืน หาอาหารประทังชีวิตจากในป่า แต่เด็กหนุ่มสามารถเขียนวงจรอิเล็กทรอนิกส์เองได้ สามารถผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์และไฟฟ้าพลังไอน้ำจากหลุมที่ต้มบนดินไว้ใช้งาน ใช้วิชาช่างที่เรียนรู้มาจากอินเทอร์เน็ตประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการยังชีพ
นอกจากนี้ เด็กหนุ่มยังกันเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ออกเดินทางท่องเที่ยว โดยติดป้ายรับตัดผมฟรีไปด้วย เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงอยู่กับสภาพแบบนี้ เด็กหนุ่มตอบว่า เขาไม่ได้ทุกข์ยากอะไร เพราะใจสุขสบายดีไม่มีใครบังคับ แต่ในวันที่ทุกข์ใจ ซมซานมา เจ้าของสวนยางก็โอบอุ้มและอุปการะเขา เขารู้ดีว่าตอนนี้เขาควรจะทำอะไร
น่าคิดว่าวันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมกำลังถูกกระแสและความสำเร็จรูปที่คนอื่นมอบให้มาครอบงำความคิดอยู่หรือไม่ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราไม่อาจที่จะค้นพบตัวตนของเราที่แท้จริงได้ และที่หนักไปกว่านั้นก็คือความพยายามที่จะเป็นเหมือนคนอื่นทั้งที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน และลืมไปว่าเราสามารถที่จะเป็นในแบบที่ไม่เหมือนคนอื่นตามวิถีของเราเองได้
ความสำเร็จรูปจากคนอื่นเป็นแค่ “บทเรียน” ที่เราสามารถเรียนรู้มาปรับใช้กับตัวเราเองได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง และเลือกเดินในวิถีทางที่ใช่สำหรับเรา ดังเช่นเด็กหนุ่มกลางสวนยางผู้ที่เดินตามวิถีตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยความสำเร็จรูปจากใคร







