
ก้าวข้ามกับดักรายได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบนโยบายขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศแบบบูรณาการ ว่าต้องการเห็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับรัฐ รัฐกับเอกชน และเอกชนกับเอกชน เพื่อให้ประเทศพัฒนาก้าวไปสู่โลกยุคใหม่
ความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีเป็นความหวังที่คนในชาติต่างเห็นพ้อง แต่เป็นความหวังท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์ภายในประเทศและปัจจัยภายนอกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วต้องลงมือปฏิรูปโครงสร้างประเทศทั้งระบบ
ขณะเดียวกัน การนำประเทศก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และสามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางตามความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดนี้ ก็ยังมีความท้าทายเรื่องผู้นำการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย
เวลานี้เราคาดหวังว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งที่อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญสูงสุด หากเราได้ผู้นำมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมองเห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง
เนื้อหารัฐธรรมนูญจะดีมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่สร้างฉันทามติร่วมของคนในชาติก็ยากจะก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งมิต้องกล่าวถึงเรื่องการข้ามกับดักรายได้ปานกลางเสียด้วยซ้ำ หากเราไม่รู้จักตัวเองว่าจะเป็นศูนย์กลางการเกษตรของโลกหรือจะเป็นประเทศอุตสาหกรรม เราไม่รู้เลยว่าทรัพยากรธรรมชาติที่มีมากมายมหาศาลควรใช้ให้คุ้มค่าและยั่งยืนได้อย่างไร ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะดีเลิศแค่ไหนก็อาจไม่มีความหมาย
เมื่อภาครัฐมุ่งหน้าส่งเสริมการลงทุนสะเปะสะปะในทุกมิติ มีการเปิดช่องให้ยกเว้นการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ออกคำสั่งสารพัดเรื่องเพื่อให้นำพื้นที่มาใช้พัฒนาอุตสาหกรรม แต่แทนที่จะตอบโจทย์การพัฒนาที่ถูกทาง กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งใหม่กับชุมชนในพื้นที่
มิพักต้องกล่าวถึงการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี เรายังห่างไกลอยู่มาก การกำหนดนโยบายการศึกษาที่ตรงความต้องการตลาด ตกอยู่ในสภาพตรงข้ามความเป็นจริง เพราะขาดนโยบายการศึกษาอย่างสร้างสรรค์ ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงานคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีคำตอบว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งนั่นคือปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐอย่างจริงจัง
เมื่อไม่รู้จักจุดแข็งและไม่สามารถส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้มแข็งได้ ก็ต้องไปพึ่งพาการลงทุนขนาดใหญ่ ผลที่ตามมาคือทรัพยากรถูกใช้ไปเพื่อตอบสนองการลงทุนอย่างไม่บันยะบันยัง ขณะที่พลเมืองอีกจำนวนหนึ่งขาดโอกาสเข้าถึงการใช้ทรัพยากร ท้ายที่สุดสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมย่อยยับ
ชุมชนที่เคยเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ในอดีตต้องหนีตายจากผลพวงการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม สารพัดกับดักจึงทับทวี หนี้สินเพิ่ม รายได้ลด ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย แหล่งต้นน้ำถูกย่ำยี ที่ดินทำกินถูกยึดครองไปอยู่ในมือรายใหญ่ ท้ายที่สุดเรากลายเป็นประเทศไร้เสถียรภาพในแทบทุกด้าน
ในสภาพหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ หน่วยงานกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศก็ยังยึดหลักการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แบบเดิมๆ อำนาจการชี้นำทางการเมืองและอำนาจนำทางเศรษฐกิจยังอยู่ในวังวนของกลุ่มชนชั้นนำเดิมๆ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลายเป็นเพียงความพึงพอใจของรัฐบาลที่ใช้วัดระดับคะแนนนิยม ทว่าไม่ได้เอื้อให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ดีกินดีและมีความสุขกับตัวเลขจีดีพีแต่ประการใด
ฉะนั้น หากไม่เริ่มทำความเข้าใจและทบทวนนโยบายประเทศเสียใหม่ การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางก็จะเป็นเพียงวาทกรรมที่เพ้อฝัน







