
ได้จังหวะสะสาง
บนวิกฤตภัยแล้งในหลายพื้นที่ทั่วโลกช่วงนี้ นับเป็นโอกาสที่รัฐบาลควรจะเร่งสะสางปัญหาพืชผลการเกษตร
บนวิกฤตภัยแล้งในหลายพื้นที่ทั่วโลกช่วงนี้ นับเป็นโอกาสที่รัฐบาลควรจะเร่งสะสางปัญหาพืชผลการเกษตรสต๊อกรัฐที่ต้องแบกไว้ เพราะเป็นจังหวะที่น่าจะระบายผลผลิตการเกษตรได้ราคาดี ทำให้รัฐเสียหายน้อย รวมทั้งเป็นโอกาสกวาดบ้าน หากสต๊อกไหนเสื่อมสภาพ ไม่สามารถเปิดประมูลขาย ไม่สามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ ไปเป็นเชื้อเพลิง ก็ควรตัดสินใจนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น หรือทำลายทิ้งในแนวทางที่เสียค่าใช้จ่ายต่ำและไม่ปล่อยมลพิษ เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายการจัดเก็บ
รวมทั้งสต๊อกมันสำปะหลังและข้าวโพด ซึ่งคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าหรือ บอร์ด อคส. ได้เสนอกระทรวงพาณิชย์ให้เห็นชอบจัดการมันเส้นในสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 3.87 แสนตัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นมันเส้นจากโครงการแทรกแซงมันสำปะหลังปี 2551/2552 หรือ 7-8 ปีที่ผ่านมาประมาณ 3.14 หมื่นตัน ที่มีสภาพเน่าเสียหนัก ทาง อคส.จะเสนอให้นำมันเส้นล็อตนี้ไปเผาทำลายทิ้ง
ขณะที่มันเส้นอีก 3.4 แสนตัน ซึ่งเป็นมันเส้นจากโครงการแทรกแซงปี 2554/2555 ปริมาณ 9.9 หมื่นตัน และมันเส้นจากโครงการแทรกแซงปี 2555/2556 ปริมาณ 2.5 แสนตัน แม้ว่าจะมีสภาพดีกว่ามันเส้นที่ได้จากการแทรกแซงปี 2551/2552 แต่อาจต้องนำไปจำหน่ายในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิง โดยกระทรวงพลังงานแจ้งว่า จะมีกระบวนการเผาที่ไม่ทำให้เกิดมลพิษ
บอร์ด อคส.รายงานว่า การเผาทำลายมันเส้นจะช่วยลดภาระค่าเช่าโกดังในการเก็บมันเส้นถึงเดือนละ 11 ล้านบาท และ อคส.ได้ฟ้องร้องเจ้าของคลังสินค้าที่รัฐเช่าฝากเก็บ พร้อมทั้งบริษัทตรวจสอบคุณภาพหรือเซอร์เวเยอร์ มีการเก็บหลักฐานความผิดไว้เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนั้น อคส.จะเสนอให้เผาทำลายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ซื้อไว้จากโครงการแทรกแซงราคา ตั้งแต่ปี 2551/2552 ปริมาณ 9.4 หมื่นตัน เนื่องจากมีสภาพเน่าเสีย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้
การเผาทำลายมันเส้นและข้าวโพดที่เน่าเสีย รวมทั้งหมดกว่า 1.25 แสนตัน จะทำให้รัฐเสียหายประมาณ 950 ล้านบาท ไม่รวมค่ารักษาและค่าเช่าโกดังในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น เสียหายจากมันเส้น 3.14 หมื่นตัน 150 ล้านบาท และข้าวโพด 9.4 หมื่นตัน 800 ล้านบาท
จะเห็นว่าแนวทางของ อคส.ดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในหลายทางเลือกในการจัดการกับสต๊อกพืชผลเกษตรทั้งมันเส้นและข้าวโพด ซึ่งหน่วยงานรัฐอาจจะเปิดให้มีการเสนอมาได้จากหลายๆ ทาง เพื่อจะได้มีทางเลือกในแนวทางที่คุ้มค่าที่สุด อาจจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเผาทำลาย และไปสร้างมลพิษ เห็นได้จากสถาบันการศึกษาบางแห่งเสนอที่จะนำมันเส้นที่เสื่อมสภาพดังกล่าวไปเป็นส่วนผสมในการทำปูนซีเมนต์
อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรรอให้มีการเสนอนานเกินไป เพราะจังหวะที่หลายประเทศเกิดภัยแล้ง การระบายสต๊อกรัฐน่าจะเสียหายน้อย และสร้างผลกระทบต่อราคาผลผลิตการเกษตรที่ผลิตออกมาใหม่น้อยที่สุด หลังจากที่ผ่านมาการจะระบายสต๊อกรัฐเก่าจะฉุดราคาผลผลิตในตลาดลดลง รวมทั้งการไม่เร่งตัดสินใจช่วงนี้อาจจะเกิดปัญหาเหมือนกับที่ผ่านมา ซึ่งผู้มีอำนาจบริหารไม่ตั้งใจแก้ปัญหา จนปล่อยให้สต๊อกมันเส้นและข้าวโพดโดนทิ้งมานาน 7-8 ปี ผลผลิตเสื่อมสภาพ จากปกติที่พืชผลเกษตรไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 3-4 ปี รัฐควรตัดสินใจจะระบายออกหรือจะนำไปทำอะไรก็ต้องทำ เพื่อไม่เป็นภาระค่าคลังจัดเก็บ ค่าเซอร์เวเยอร์ ค่าจ้างดูแลรมยากันแมลง
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้รัฐบาลใช้วิกฤตภัยแล้งให้เป็นโอกาส เร่งสะสางปัญหาสต๊อกพืชผลการเกษตรของรัฐ นำมาประมูลระบายออกให้ได้ราคาที่รัฐเสียหายน้อยสุด ส่วนพวกที่เสื่อมสภาพมากๆ ควรเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเสนอเข้ามานำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ และต้องคุมไม่ให้โดนย้อมแมวกลับเข้ามาขายในตลาด ใช้จังหวะนี้จัดการเลย







