สุรชัยแจงกทม.เหตุผลมีคำถามพ่วงในประชามติ
สุรชัย รองประธานสนช.แจงเหตุผลมีคำถามพ่วงในประชามติ เหตุจากบทเรียนอดีตรัฐบาลไม่ทำงานตอบโจทย์ปชช.
สุรชัย รองประธานสนช.แจงเหตุผลมีคำถามพ่วงในประชามติ เหตุจากบทเรียนอดีตรัฐบาลไม่ทำงานตอบโจทย์ปชช.
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมนา การสร้างความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามเพิ่มเติมของสนช.จัดโดย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ. ) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ถึงคำถามพ่วงประชามติว่า ที่มาที่ไปของเหตุที่ต้องมีคำถามพ่วง เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 กำหนดให้สนช.รับฟังความเห็นจาก สปท. ส่วนเหตุที่ต้องตั้งคำถามว่า จะเห็นด้วยหรือไม่ว่า ในช่วง 5 ปีแรกหลังรัฐธรรมนูญประกาศให้ สว.มีส่วนในเลือกนายกฯ เพราะเนื้อหาตามมาตรา 270 ตามร่างที่กรธ.กำหนดให้อำนาจ สว.เป็นผู้ติดตามกำกับเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ
ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญหลายชุด ไม่ผลักดันหรือออกกฏหมายลูกออกให้ครบถ้วน จึงทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงตามหลักการสำคัญๆได้ เนื่องจากรายละเอียดของกฏหมายไม่มี แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 จะถอดบทเรียนดังกล่าวมา แต่ที่สุดประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย กฏหมายลูกก็ออกไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
"ตามร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากจะกำหนดให้ สว.มีหน้าที่เร่งรัดในการปฏิรูปแล้ว ยังกำหนดให้ ครม.ต้องรายงานความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน ดังนั้น เมื่อครม.มีความรับผิดชอบต่อรัฐสภา ซึ่งมี สว.เป็นส่วนหนึ่งด้วย จึงทำให้บุคคลที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลมีความสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ เราจึงเสนอคำถามพ่วงดังกล่าวให้ประชาชนเลือกเพื่อเป็นกลไกพิเศษชั่วคราวให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องถูกควบคุมตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ" นายสุรชัย กล่าว
นอกจากนี้ ส่วนตัวยืนยันว่า คำถามพ่วงไม่ขัดกับเนื้อหาของกรธ. เพราะหากคำถามพ่วงได้รับความเห็นชอบ กรธ.ก็มีหน้าที่ปรับปรุงแก้ในบทเฉพาะกาลเท่านั้น เมื่อพ้นระยะเวลา 5 ปีก็เป็นอันสิ้นสุด จึงไม่มีอะไรไปกระทบต่อบทหลักแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สนช.ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่คิดเป็นสิ่งที่ถูก แต่คิดเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเท่านั้น ผลออกมาอย่างไรไม่มีใครในประเทศนี้ปฏิเสธเสียงของประชาชนได้
จากนั้นได้เปิดให้ข้าราชการของกทม.ที่เข้าร่วมงานซักถามเกี่ยวกับการตั้งคำถามประกอบการลงประชามติที่มีตัวอักษรมากถึง 66 ตัว ถือว่ามีความประหลาดมากที่สุดในการเลือกตั้งของประเทศไทย ซึ่งทำให้ประชาชนงง และทำไมถึงไม่ตั้งคำถามว่า "ประชาชนจะเอาหรือไม่เอานายกฯคนนอก เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย และไม่ต้องแปลความเกิดความงุนงง"
โดย นายสุรชัย ชี้แจงว่า "คำถามนี้ไม่ได้มุ่งไปที่นายกฯคนนอก เพราะเป็นกลไกชั่วคราว 5 ปีเฉพาะขั้นตอนการเลือกนายกฯ เท่านั้น แค่ตั้งคำถามแบบที่ตั้งมา ยังถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่ และต้องการเอานายกฯคนนอกใช่หรือไม่
ทั้งนี้ ยืนยันว่ากลไกเลือกนายกฯนั้น ตามคำถามประกอบ คือ การปรับกลไกที่มานายกฯเท่านั้น แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนกลไกที่บัญญัติไว้ในตัวบทของร่าง นั่นคือ การเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมือง ดังนั้น ที่มาของคำถามประกอบการลงประชามติไม่ใช่เปิดทางให้มีนายกฯคนนอก เพราะยังเป็นนายกฯคนในเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากที่มาจากสภาเดียว เป็นมาจากทั้ง 2 สภาเท่านั้น"







