
ปลูกแล้ว, ปลูกเลย ปลูกอย่างไรถึงจะวินวิน
น่านกลายเป็นจังหวัดกระสุนตก กระแส “ปลูกเลย” ของบรรดาผู้มีชื่อเสียงจากเมืองหลวง ทำให้ความจริงบางอย่างถูกบิดเบือน น่านกลายเป็นจังหวัดที่ตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งๆ ที่ภาพมุมสูงเขาหัวโล้นที่แพร่กระจายอยู่ในสังคมออนไลน์ ไม่ได้แสดงความจริงว่า จ.น่าน มีพื้นที่ป่ามากถึง 61.9% ซึ่งมากกว่าอีกหลายจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง
น่านกลายเป็นจังหวัดกระสุนตก กระแส “ปลูกเลย” ของบรรดาผู้มีชื่อเสียงจากเมืองหลวง ทำให้ความจริงบางอย่างถูกบิดเบือน น่านกลายเป็นจังหวัดที่ตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งๆ ที่ภาพมุมสูงเขาหัวโล้นที่แพร่กระจายอยู่ในสังคมออนไลน์ ไม่ได้แสดงความจริงว่า จ.น่าน มีพื้นที่ป่ามากถึง 61.9% ซึ่งมากกว่าอีกหลายจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง
กระแสในเวลานี้ก่อให้เกิดขบวนการทวงคืนผืนป่าจากน่านกันดุจพายุ โดยที่ผู้คนจำนวนหนึ่งไม่ได้แยกแยะว่าพื้นที่เขาหัวโล้นที่มองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบินนั้น ประกอบไปด้วยพื้นที่ประเภทใดบ้าง
หากจะตอบโจทย์การโหยหา “ป่า” ต้องใช้ภาพถ่ายดาวเทียมสภาพป่าออกมาทั้งหมด เพื่อแก้ให้ตรงจุด หากจะนำร่องที่ จ.น่าน ก็ต้องกางดูว่าพื้นที่ไหนเป็นที่ สทก. พื้นที่ไหนเป็นที่ ส.ป.ก.4-01 มีจำนวนเท่าใด พื้นที่แผ้วถางบุกรุกมีแค่ไหน หรือพื้นที่ประเภทอื่นมีอีกเท่าไหร่
จะเริ่มปลูกป่าจากสายตามุมสูงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเราสูญเสียพื้นที่ป่าไปอย่างต่อเนื่องในทุกจังหวัด หากตั้งเป้าให้ทั้งประเทศมีพื้นที่ป่าเพิ่มเป็น 40% ต้องเฉลี่ยเพื้นที่การฟื้นฟู และแบ่งปันความรับผิดชอบ
อย่าให้การโหยหา มองข้ามความเป็นจริง โดยเฉพาะการทำกินของคนในพื้นที่นั้นๆ
คำถามใหญ่ที่ไม่ค่อยพูดกันดังๆ ให้เป็นกระแสบ้าง ก็คือกว่า 50 บริษัทที่โกยผลประโยชน์ไปจากการผลิตข้าวโพด หายไปไหน ช่วงกว่า 30 ปีมานี้เม็ดเงินจากการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ไปอยู่ในกระเป๋าใคร ไฉนทิ้งให้คนบนพื้นที่สูงตกเป็นผู้ต้องหา และต้องกลายเป็นคนบาปกินป่าเป็นอาหาร, สูบแย่งอาการโหยป่าของคนเมือง
ยิ่งกระแสติดลมบน แทนที่ภาครัฐจะฉวยโอกาสแก้ปัญหาให้เป็นระบบ กลับจะเสนอให้ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อเอาที่ 80% ของ จ.น่าน มาฟื้นฟู ประเด็นที่จะตามมาของแนวทางนี้ ชาวบ้านจะสูญเสียที่ทำกินทันที เช่น ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน มีพื้นที่ป่า 91% ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก มีการใช้เป็นที่ทำกินเพียง 9% หรือ 1.8 หมื่นไร่
หากรัฐจัดการด้วยวิธีการนี้ชาวตำบลน้ำพางจะเหลือพื้นที่ทำกินเพียง 3,600 ไร่ เพราะที่หายไป 80% และหากผู้ว่าฯ น่าน ใช้ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ชั้น 1 ชั้น 2 เป็นตัวกำหนดชาวบ้านก็จะถูกไล่ที่ทันที ซึ่งไม่น่าจะเป็นธรรม
กระแสปลูกเลยไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด มีข้อดีในการสร้างแคมเปญให้เกิดการตื่นตัวในการรักษาทรัพยากรป่าไม้ และเห็นความสำคัญในการปลูกป่าไว้ให้ลูกหลาน แต่วิธีการจัดการต่างหากคือปัญหา การเพ่งมองไปยัง จ.น่าน ต้องเห็นภาพห่วงโซ่ที่เกี่ยวโยงกันทั้งระบบ และใช้ตรรกะการฟื้นฟูที่เป็นธรรม
“ถ้าจะทำเรื่องนี้ต้องทำ Land use planning หรือการวางแผนการใช้ที่ดินโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจะได้มีข้อมูลชี้ชัดว่าพื้นที่เขาหัวโล้นใน จ.น่าน มีเท่าใด และจะนำมาฟื้นฟูเท่าไร จะใช้พื้นที่ตรงไหน โดยนำเงื่อนเวลามาเป็นตัวกำหนด เช่น กรณีแรกยึดเกณฑ์ปี 2554 ป่ามีจำนวนเท่าไหร่ หลังปี 2554 ป่าหายไปเท่าไหร่ และจะนำมาฟื้นฟูเท่าไหร่ อาทิ พื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ นำมาฟื้นฟู 6.5 หมื่นไร่ โดยจะไม่ให้ทำการเกษตรอีก
กรณีที่สอง ยึดเกณฑ์ปี 2545-2554 อาจจะจัดตั้งชุมชนขึ้นเป็นนิติบุคคลหรือรูปแบบสหกรณ์เพื่อสร้างสวนป่าเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ฟื้นฟู2.5 แสนไร่ มีชาวบ้านถือหุ้น แต่จะต้องออกแบบการจัดการ รวมถึงแก้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ. 2535 ให้ตัดไม้ได้ กรณีที่สาม ยึดเกณฑ์ก่อนปี 2545 นำพื้นที่ 8 หมื่นไร่ มาให้เกษตรกรทำกิน แต่ห้ามปลูกพืชเชิงเดี่ยวอีก” ประยงค์ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือกางตั้งตุ๊กตาการจัดการให้เห็น
อย่างไรก็ดี การทวงคืนผืนป่าร่วมกัน, จะด้วยการลงมือ “ปลูกแล้ว” ทั้งของปัจเจกชน เอกชน หรือองค์กรใดก็ดำเนินการกันไป หรือจะ “ปลูกเลย” ตามกระแสที่กำลังร้อนอยู่ในเวลานี้ หากเริ่มจากพื้นที่ป่าปี 2554 จะได้ป่าคืนมาประมาณ 35% ของประเทศ หรือหากฟื้นฟูพื้นที่ป่าช่วงปี 2545-2554 จะได้ป่าคืนมาประมาณ 45%
กรณี จ.น่าน หากมีการจำแนกประเภทพื้นที่อย่างชัดเจน ภายใน 5 ปีจะฟื้นป่าขึ้นมาได้ 3.5 แสนไร่ และป่าของน่านจะเพิ่มเป็น 66% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ซึ่งเป็นรองแค่ จ.ตาก ที่มีพื้นที่ป่ากว่า 70% ขณะที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ป่า 87%
แต่ตรรกะผิดเพี้ยนตรงที่ว่าจะปลูกเลยที่น่าน เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าทั้งประเทศให้ได้ 40% ทั้งๆ ที่พิษณุโลกคือจังหวัดที่ใช้พื้นที่ปลูกข้าวโพดมากที่สุด น่านอันดับ 2 ...ไม่แฟร์กับคนน่าน
ท้ายที่สุด, ทุกความตั้งใจอาจไม่มีใครผิดใครถูกไปเสียทั้งหมด แต่เอากันให้ชัดว่าอยากได้พื้นที่สีเขียวหรือต้องการป่า เพราะมีเรื่องคนรับผิดชอบ มีเรื่องความหลากหลาย จะใช้กลไกใดสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ยั่งยืน จะยึดวิชาการด้านนิเวศวิทยาการฟื้นฟู การเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเน้นการปลูก หรือแต่ละพื้นที่มีตัวช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ นี่ต่างหากคือโจทย์
การดำเนินการเรื่องนี้จึงต้องใช้ศาสตร์หลายสาขา ซึ่งทีมวิจัยหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ข้อสรุปไว้ว่า ความล้มเหลวในโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจาก
วิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือการจัดการที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งมองข้ามความร่วมมือของชุมชนในท้องถิ่น...ซึ่งข้อสรุปนี้ควรนำไปตั้งต้นการปลูกเลยที่วินกันทุกฝ่าย







