posttoday
คณะศิษย์ธรรมกายลั่นไม่เชื่อมั่นความเป็นกลางดีเอสไอ

คณะศิษย์ธรรมกายลั่นไม่เชื่อมั่นความเป็นกลางดีเอสไอ

02 มิถุนายน 2559

โฆษกคณะศิษย์ธรรมกายแถลงไม่เชื่อมั่นความเป็นกลางของดีเอสไอ อ้างพฤติกรรมพนักงานสอบสวนคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีก่อน

โฆษกคณะศิษย์ธรรมกายแถลงไม่เชื่อมั่นความเป็นกลางของดีเอสไอ อ้างพฤติกรรมพนักงานสอบสวนคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีก่อน

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายองอาจ  ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย แถลงว่า ตามที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า  จะให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจอาการของพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพื่อยืนยันว่า หากอาพาธจริง ก็ยินดีเข้ามาแจ้งข้อกล่าวหานั้น คณะศิษยานุศิษย์ขอเรียนชี้แจงดังนี้

1. หากทางดีเอสไอมีท่าทีอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น เรื่องก็คงจบไปนานแล้ว แต่ขณะนี้การแสดงออกของดีเอสไอที่ผ่านมาทำให้คณะศิษยานุศิษย์ไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของดีเอสไอ

2. ตลอดเวลาที่ผ่านมา  แม้ทางวัดจะมีหนังสือไปถึงดีเอสไอแจ้งว่า พระธัมมชโยอาพาธโดยมีใบรับรองแพทย์ยืนยันโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึง 3 ท่าน และแพทย์ผู้ตรวจก็ได้เดินทางไปรอให้ข้อมูลรายละเอียดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่พนักงานสอบสวนก็ไม่ยอมให้คณะแพทย์เข้าไปให้รายละเอียดต่อที่ประชุมพนักงานสอบสวน  แม้ทางวัดขอให้ส่งแพทย์จากหน่วยงานกลางมาตรวจอาการพระธัมมชโยที่วัด แต่ทางดีเอสไอก็ปฏิเสธและไปยื่นขอหมายจับที่ศาลทันทีถึง 2 ครั้ง

3. มีการออกข่าวว่าใบรับรองแพทย์ของพระธัมมชโยเป็นเท็จ แม้ภายหลังทางแพทยสภาจะออกมายืนยันว่าเป็นใบรับรองแพทย์ที่ถูกต้อง ก็ยังมีความพยายามจะเล่นงานแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์ โดยส่งเจ้าพนักงานสอบสวนของดีเอสไอไปสอบสวนที่โรงพยาบาลค่ายภานุรังษี จังหวัดราชบุรี ว่าการออกใบรับรองแพทย์ผิดขั้นตอนของโรงพยาบาลหรือไม่ พฤติกรรมการแสดงออกของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ทำให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาเกิดความหวาดกลัว แม้จะปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์ก็อาจเกิดความเดือดร้อนได้ 

4. คณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ของดีเอสไอ ได้เชิญนายมโน เลาหวนิช ซึ่งเป็นคู่กรณีผู้กล่าวโจทก์พระธัมมชโยเข้าร่วมประชุมกับคณะพนักงานสอบสวนและเป็นผู้ชี้นำวิธีการจัดการกับพระธัมมชโยให้พนักงานสอบสวน ทำให้คณะศิษยานุศิษย์รู้สึกว่าคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ มีจุดยืนที่ทำให้สงสัยได้ว่าไม่เป็นกลาง ตั้งตนเป็นคู่ปรปักษ์กับพระธัมมชโย

5. ดีเอสไอได้ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอกำลัง จำนวน 4 กองร้อย หรือ 600 นาย พร้อมอาวุธครบมือ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ โดยดีเอสไอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อรวมกับกำลังของดีเอสไอซึ่งปรากฏตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนว่ามีรถหุ้มเกราะพร้อมออกปฏิบัติการ และกำลังของเจ้าหน้าที่หน่วยอื่น ดูประหนึ่งว่าดีเอสไอกำลังจะทำสงครามกลางเมืองโดยยกกำลังนับพันนายพร้อมรถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์บุกเข้าวัดในพระพุทธศาสนา เพื่อจับกุมพระภิกษุชรา อายุกว่า 72 ปี ที่กำลังอาพาธหนักเป็นเพียงผู้ต้องหา ยังไม่ได้สอบสวน ยังไม่ได้ตกเป็นจำเลยในคดีเลย

"เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจต่อคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ศิษยานุศิษย์ และชาวพุทธทั่วโลกเป็นอย่างมาก มีองค์กรพุทธทั่วโลกส่งหนังสือมาทักท้วงการทำงานของดีเอสไอยังนายกรัฐมนตรีมากมาย สร้างความเสื่อมเสียแก่ภาพลักษณ์ของประเทศชาติอย่างร้ายแรง จนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ต้องออกมาปรามไม่ให้ดีเอสไอใช้มาตรการรุนแรง 

6.  เมื่อวันที่ 4 ต.ค.พ.ศ.2542  เคยเกิดกรณีที่หลวงพ่อธัมมชโยอาพาธ ไอมาก มีเสมหะปนเลือด โดยมีใบรับรองแพทย์ จึงขอเลื่อนการไปพบพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนไม่เชื่อ จึงได้พาแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ 2 นายมาตรวจอาการที่วัด เสร็จแล้วแพทย์โรงพยาบาลตำรวจวินิจฉัยว่าพระธัมมชโยไปได้ และบังคับให้ออกเดินทางไปกับพนักงานสอบสวน วันรุ่งขึ้นอาการของพระธัมมชโยจึงทรุดหนักอาเจียนเป็นเลือด ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 เดือนและกลับมารักษาตัวที่วัดอีก 3 เดือนอาการจึงดีขึ้น โดยไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด

มิหนำซ้ำยังได้เล่นงานแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์โดยแพทยสภาสั่งพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 1 เดือน แพทย์ทั้ง 2 ท่าน จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จนสุดท้ายศาลปกครองมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 1175/2547 เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2547 ว่า คำสั่งของแพทยสภาดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของแพทยสภา แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบต่ออาการเจ็บป่วยร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับพระธัมมชโยจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจทั้ง 2 ท่านนั้น

7.  พฤติกรรมของพนักงานสอบสวนในคดีนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 ปีก่อนมาก คณะศิษยานุศิษย์จึงไม่มั่นใจในความเป็นกลางของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ 8.  คดีพิเศษที่ 27/2559 นี้ เป็นการดำเนินคดีที่ซ้ำซ้อนกับคดีพิเศษที่ 146/2556 พยานหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินคดีก็นำมาจากการสอบสวนพยานหลักฐานในคดีที่ 146/2556 การดำเนินคดีที่ 27/2559 นี้ จึงไม่ถูกต้องชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น เหมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆไปก็ผิด  ทำให้มีแต่ปัญหาเต็มไปหมด

"คณะศิษยานุศิษย์จึงขอแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางดีเอสไอรวมสำนวนการสอบสวนคดีที่ 27/2559 เข้ากับคดีที่ 146/2556 และสอบสวนพยานหลักฐานด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องดีงามของสังคมสืบไป"นายองอาจกล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท