
แก้ปัญหาแบงก์รัฐ กลับไม่ได้ไปไม่ถึง
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
เป็นเวลากว่า 2 ปี ของการบริหารภายใต้รัฐบาลปัจจุบันในส่วนของการสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐนั้น มีหลายเรื่องที่ทำได้ดี เช่น การให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามากำกับดูแลสถาบันการเงิน เป็นเกราะป้องกันการเมืองเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ การเร่งรัดออกมาตรการบรรเทาผลกระทบต่างๆ ทั้งเรื่องภัยแล้งและเรื่องภาระหนี้สินของประชาชนแต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ขยายตัวได้อย่างที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาด ส่งผลต่อตัวเลขการค้า การลงทุน และการส่งออกของไทย ภาคเอกชนชะลอการลงทุนเพราะขาดความมั่นใจในการบริโภคประชาชนยังไม่ขยายตัว ทำให้โจทย์ในการบริหารแบงก์รัฐต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่เร่งให้ปล่อยแต่สินเชื่อ เพราะปล่อยกู้ผลิตสินค้าออกไปคนก็ไม่มีกำลังซื้อ ส่งออกไม่ได้
ดังนั้นการสั่งให้แบงก์รัฐเร่งอัดแต่สินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วัดเป้าหมายกันที่ตัวเลขปล่อยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว อาจกลายเป็นการเพิ่มปัญหาให้แบงก์รัฐที่ต้องจัดสรรกำลังคนไปเร่งปล่อยกู้แทนที่จะแบ่งกำลังเอามาช่วยพัฒนาลูกหนี้ เพราะสุดท้ายแล้วยิ่งเร่งอัดสินเชื่อคนที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อคือแบงก์รัฐเอง โดยแบงก์รัฐที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือแบงก์รัฐขนาดเล็ก ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ และที่หนักที่สุดคือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์
ในปี 2559 เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อตามที่ได้ตกลงไว้กับคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. 3.5 หมื่นล้านบาท เน้นปล่อยกู้ไม่เกิน 15 ล้านบาท/ราย ผลดำเนินงาน 4 เดือนแรกปล่อยกู้ผู้ประกอบการได้กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ถือว่าเอสเอ็มอีแบงก์ทำงานได้ดีมาก และโชคดีที่ช่วงต้นปีมีสินเชื่อซอฟต์โลนออกมาก้อนที่ 2 อีก 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเอสเอ็มอีแบงก์เข้าไปแบ่งเค้กสินเชื่อมาได้กว่า 3,600 ล้านบาท ขณะที่เรื่องหนี้เสีย ตั้งเป้าหมายลดหนี้เหลือ 1.8 หมื่นล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าทำได้ตามเป้าหมายเพราะล่าสุดหนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2 หมื่นล้านบาทแล้ว
แต่ในมุมของการปล่อยสินเชื่อที่ได้รับโจทย์ให้ปล่อยกู้แต่รายย่อย เน้นพวกที่มีนวัตกรรม ทำให้การเร่งปล่อยกู้เอสเอ็มอีจากนี้จะยากลำบากมากขึ้น เพราะลูกค้าที่ดีมีความเสี่ยงน้อยก็ทยอยเข้าโครงการกันไปหมดแล้ว ประกอบกับมีโจทย์ท้าทายให้หาลูกค้าที่มีนวัตกรรม เพราะหากไม่พัฒนาคุณภาพการผลิตสินค้าของไทยก็จะยิ่งตกขบวนการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านไปด้วย
ท่ามกลางกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรง คนมีรายได้พอไว้จับจ่ายใช้สอยของใช้ที่จำเป็นทำให้จากนี้ต้องติดตามเรื่องคุณภาพของลูกหนี้ที่ได้ปล่อยกู้ไปก่อนหน้านี้ ว่าเงินสินเชื่อที่ได้รับไปสามารถผลิตสินค้าออกไปแล้วค้าขายได้อย่างที่คาดไว้หรือไม่ด้วย
ด้านเอ็กซิมแบงก์อยู่ระหว่างการเข้ามารับตำแหน่งของกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ซึ่งในปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท แยกเป็น สินเชื่อเอสเอ็มอีผู้ส่งออก 1.9 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อเอสเอ็มอีผู้ส่งออกรายใหญ่ 1.6 หมื่นล้านบาท โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ต้องการให้เอ็กซิมแบงก์มาช่วยเร่งปล่อยกู้ผู้ส่งออกรายเล็ก และออกไปเปิดสำนักงานหรือสาขาในต่างประเทศ
ขณะที่ภาพรวมการส่งออกที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงตัวเลขคาดการณ์การส่งออกของไทยในปี 2559 ไว้ที่ 0% จึงเป็นอีกปีที่น่าจะหนักสำหรับเอ็กซิมแบงก์ ขณะที่แผนการปล่อยสินเชื่อถูกกำหนดให้เน้นช่วยเอสเอ็มอีผู้ส่งออก และช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตหรือขยายฐานการลงทุนไปต่างประเทศ การพัฒนาพลังงานทดแทน โลจิสติกส์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยที่เอ็กซิมแบงก์มีสาขาเพียง 10 แห่ง มีพนักงานกว่า 600 คนเท่านั้น
ส่วนไอแบงก์ถือว่ากำลังเข้าสู่แผนฟื้นฟูระยะที่ 2 หลังประธานกรรมการได้ต่อวาระการทำงานรอบที่ 2 จึงถือเป็นการยุติการตั้งข้อสังเกตต่างๆ นานา ว่าจะมีการเปลี่ยนทีมบริหารหรือไม่ สรุปว่าเมื่อใช้ทีมเดิม ซึ่งการบริหารในช่วงแรกถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการแก้หนี้เสีย เพราะหนี้เสียไม่ลดแต่กลับเพิ่มจาก 3.5 หมื่นล้านบาท เป็น 4.8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 49% ของยอดสินเชื่อรวม เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงติดลบถึง 21% ทำให้การสรรหาพันธมิตรล้มเหลว
แต่ในด้านการบริหารจัดการสามารถลดรายจ่ายเอามาล้างขาดทุนสะสมได้ เพิ่มลูกค้ามุสลิมได้ คงเหลือรอให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ไม่กล้าใส่เงินเพิ่มทุนแต่เลือกวิธีการยอมให้มีการแยกหนี้เสียมาไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อนำไปขายว่าจะสำเร็จภายในปีนี้หรือไม่
อย่างไรก็ดี หนึ่งในแนวทางที่มีการเสนอเพื่อแก้ปัญหาแบงก์รัฐที่อ่อนแอคือ การควบรวมกิจการกับแบงก์รัฐที่แข็งแรง มีฐานทางการเงินมั่นคงอย่างธนาคารออมสิน แต่สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากแบงก์รัฐที่เข้มแข็งอยู่แล้วก็ไม่มีใครอยากจะเอาของไม่ดีเข้ามาอยู่ด้วย สุดท้ายจะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม เพราะการมีวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง รวมถึงการควบรวมถ้าหมายถึงการเอาคนของธนาคารที่มีปัญหาเข้ามาทำงานด้วย ก็ย่อมต้องเกิดกระแสต่อต้านจากภายใน ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยุคไหนก็ตาม
ดังนั้น การบริหารจัดการแบงก์รัฐจึงเป็นอีกงานที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลและกระทรวงการคลังที่ยังต้องจัดการให้เกิดประสิทธิภาพในองค์รวม ไม่ใช่การแยกบทบาทหน้าที่กันระหว่างกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ออกนโยบาย เพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วน ธปท.ก็ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับและตรวจสอบ โดยมีซูเปอร์บอร์ดเข้ามาเป็นอีกหน่วยงานที่กำกับ 2 แบงก์รัฐที่อยู่ในแผนฟื้นฟู ทำให้กระทรวงการคลังและ ธปท.เข้าไปกำกับดูแลแก้ปัญหาไม่ได้เต็มที่ ซึ่งหากยังปล่อยให้มีการทำงานที่ไม่สอดประสานกันอยู่ 3 ฝ่ายเช่นนี้ จะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแบงก์รัฐที่แก้ปัญหากันไปแบบคนละทางสองทางเช่นที่ผ่านมาด้วย







