
จะมีโอกาสอะไร เมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
โดย...ดร.ฐากูร นิ่มสมบุญ
โดย...ดร.ฐากูร นิ่มสมบุญ
โดยทั่วไปแล้วหากเราแบ่งช่วงอายุของคนออกเป็นสี่ช่วงจะเห็นได้ว่า ช่วง 20 ปีแรกเป็นช่วงที่หารายได้อะไรไม่ได้เลย แต่เป็นช่วงของการเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำงานและเข้าสังคม ช่วงอายุ 20 จนถึง 40 ปีเป็นช่วงที่เริ่มทำงานสร้างรายได้หรือประโยชน์ให้แก่สังคมและวางรากฐานให้กับชีวิต ช่วงอายุ 40 ปีจนถึง 60 ปีเป็นช่วงที่เริ่มมีรายได้สูงแต่ก็มีรายจ่ายสูงเช่นกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสมาชิกในครอบครัว ช่วงอายุ 60 ปีจนถึง 80 ปีหรือจนกว่าจะตายเป็นช่วงที่เลยวัยทำงานแล้วจึงไม่มีรายได้ แต่ต้องนำเงินเก็บที่หามาทั้งชีวิตมาดูแลสุขภาพตัวเองและของคู่ชีวิต
เมื่อรายได้ของรัฐส่วนหนึ่งมาจากมนุษย์เงินเดือนแสดงว่ารัฐจะเก็บภาษีจากคนทั่วไปได้ใน 2 ช่วงอายุเท่านั้นที่คนมีงานทำ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งหรืออีก 40 ปีของช่วงอายุคนนั้นเป็นช่วงที่รัฐต้องหารายได้มาดูแลด้วยซ้ำ โดยช่วงอายุ 20 ปีแรกต้องหารายได้มาสนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กวัยเรียนเพื่อเตรียมตัวให้พวกเขาทำงานสร้างรายได้ ในขณะที่ช่วงอายุ 20 ปีสุดท้ายนั้นรัฐต้องหารายได้มาเลี้ยงดูคนในวัยเกษียณหรือดูแลสุขภาพของพวกเขา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร
ทุกวันนี้เริ่มมีการพูดถึงกันแล้วว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า มีข้อสังเกตว่าหนุ่มสาวสมัยนี้มักแต่งงานกันช้าลงและมีลูกน้อยลง ซึ่งทำให้คนในวัยทำงานจะมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันคนในวัยเกษียณกลับมีจำนวนมากกว่าเดิม ดังนั้นในแต่ละปีที่ย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐจะมีรายได้จากการเก็บภาษีของคนในวัยทำงานน้อยลง ในขณะที่ต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการดูแลคนในวัยเกษียณ
อย่างไรก็ตามเราเริ่มเห็นสัญญาณของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคตหลายๆ เรื่อง เช่น การหาทางเก็บภาษีให้มากขึ้นจากคนวัยทำงานหรือเรื่องอื่นๆ อย่างภาษีมรดกหรือภาษีที่ดิน การสนับสนุนให้เกิดการออมสำหรับคนวัยเกษียณ การสนับสนุนให้มีการทำประกันสุขภาพของคนสูงอายุ การขยายช่วงอายุของคนทำงานจาก 60 ปี เป็น 65 ปี การสนับสนุนให้ภาคเอกชนจ้างงานจากคนวัยเกษียณโดยมีนโยบายภาษีเป็นแรงจูงใจ นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงอายุในอนาคต เช่น ช่องที่จอดรถ ที่พักรอ ที่นั่งในการเดินทาง หรือทางลาดขึ้นตึกสำหรับรถเข็นของคนสูงอายุหรือคนพิการอีกด้วย
เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าสำหรับคนไทยจะมีโอกาสอะไรเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ จากการศึกษาสังคมของต่างประเทศที่เข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้วนั้นพบโอกาสสำหรับธุรกิจต่างๆ มากมาย เช่น
ประการแรก พบว่ามีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของคนวัยเกษียณไปยังประเทศที่มีค่าครองชีพถูกกว่า เช่น ประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งเห็นได้จริงตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ของไทย ประกอบกับการที่ประเทศไทยถือว่าเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ของภูมิภาคอาเซียน ธุรกิจบ้านพักสำหรับคนวัยเกษียณโดยเฉพาะที่มีความสะดวกสบายสมวัยเพื่อคนต่างชาติหรือคนไทยเองในอนาคต รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดหาพี่เลี้ยงหรือพยาบาลเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ประการที่สอง สำหรับผู้ที่ทำงานมาทั้งชีวิตเมื่อเกษียณแล้วมักจะอยู่กับบ้าน แม้จะอยากไปเที่ยวก็ไปไม่ได้เพราะไม่มีคนพาไป ลูกหลานไม่มีเวลาเนื่องจากต้องทำงานหรือเรียนหนังสือ ดังนั้นการจัดทัวร์ท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุที่มีผู้ดูแลให้บริการอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจึงน่าสนใจมากและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
ประการที่สาม เมื่อเร็วๆ นี้นิตยสารชื่อดังของต่างประเทศเริ่มใช้นายแบบหรือนางแบบที่สูงอายุกันบ้างแล้ว ทำให้เห็นว่าคนเราแม้จะมีอายุมากขึ้นแต่ก็ยังคงสนใจความสวยงามของตัวเองอยู่ ตลาดแฟชั่นสำหรับผู้สูงอายุจึงน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความใหญ่ของตลาดในอนาคตและความสามารถในการจ่ายของผู้ที่เก็บออมมาทั้งชีวิตแล้ว ทั้งนี้อาจรวมไปถึงธุรกิจการดูแลความสวยความงามด้วย เช่น การผ่าตัดดึงหน้าหรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการชะลอความแก่
ประการที่สี่ เนื่องจากความไม่สะดวกในการเดินทางของผู้สูงอายุประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การบริการที่เกี่ยวข้องกับการที่ไม่ต้องออกจากบ้านจึงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เช่น ธุรกรรมธนาคารหรือการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต การขายสินค้าทางทีวีโดยจัดให้มีการส่งของเก็บเงินถึงบ้าน เร็วๆ นี้โปรแกรมยอดฮิตสำหรับคนไทยอย่าง LINE ได้ออกแอพพลิเคชั่น LINE Man สำหรับการสั่งซื้อและส่งสินค้าหรืออาหารจากร้านสะดวกซื้อหรือจากร้านอาหาร แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีแอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกแท็กซี่ให้มารับที่บ้านได้แล้ว หรือธุรกิจเกี่ยวกับการรับส่งผู้สูงอายุไปทำธุระหรือไปตรวจสุขภาพก็เป็นเรื่องน่าสนใจ นอกจากยังมีโอกาสขยายธุรกิจการแพทย์จากการที่ใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทวอตช์ได้อีกด้วย
ที่จริงแล้วคงมีโอกาสสำหรับธุรกิจเพื่อคนวัยเกษียณหรือผู้สูงวัยอีกมาก อย่างไรก็ดีสำหรับสังคมของไทยเราแล้ว การสนับสนุนให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันแบบครอบครัวใหญ่ที่มีปู่ย่าตายายอยู่ร่วมกับลูกหลานน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต เพราะอย่างน้อยที่สุดเด็กก็จะมีคนดูแลเมื่อพ่อแม่ต้องไปทำงาน ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็จะมีคนดูแลในยามเจ็บป่วย สามารถพึ่งพากันและอยู่ด้วยกันได้แบบอบอุ่นตามประเพณีวัฒนธรรมไทย ช่วยกันดูแลลูกหลานให้เป็นอนาคตที่ดีของประเทศ เราต้องไม่ลืมว่าแม้ว่าจะมีความสะดวกสบายหรือการดูแลสุขภาพที่ผู้สูงอายุต้องการแล้ว แต่ในที่สุดแล้วความอบอุ่นและกำลังใจของลูกหลานหรือคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา







