posttoday
ทบทวนภาษีป้ายรถเก่า

ทบทวนภาษีป้ายรถเก่า

02 มิถุนายน 2559

แม้จะเป็นความตั้งใจดีของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่ต้องการกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ โดยเสนอให้มีการเพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีป้ายสำหรับรถยนต์ที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป จากปัจจุบันที่เก็บภาษีตามขนาดความจุกระบอกสูบรถยนต์ที่คิดเป็นลูกบาศก์เซนติเมตร (ซีซี) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนรถยนต์เก่ามาใช้รถยนต์ใหม่ เพราะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันมีอัตราการปล่อยมลพิษน้อย และประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ที่มีราคาถูกลงมาก ในขณะที่มาตรการดังกล่าวยังสอดคล้องกับอัตราจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 ซึ่งคำนวณอัตราภาษีจากค่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แทนการคิดตามความจุกระบอกสูบแบบเดิม

แม้จะเป็นความตั้งใจดีของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่ต้องการกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ โดยเสนอให้มีการเพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีป้ายสำหรับรถยนต์ที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป จากปัจจุบันที่เก็บภาษีตามขนาดความจุกระบอกสูบรถยนต์ที่คิดเป็นลูกบาศก์เซนติเมตร (ซีซี) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนรถยนต์เก่ามาใช้รถยนต์ใหม่ เพราะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันมีอัตราการปล่อยมลพิษน้อย และประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ที่มีราคาถูกลงมาก ในขณะที่มาตรการดังกล่าวยังสอดคล้องกับอัตราจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 ซึ่งคำนวณอัตราภาษีจากค่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แทนการคิดตามความจุกระบอกสูบแบบเดิม

แน่นอนว่าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการตอบรับอย่างแข็งขันจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ ในยามที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ในภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ยอดขายรถยนต์ในประเทศติดลบทุกเดือน ก่อนจะกระเตื้องขึ้นมาในเดือน เม.ย.โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และคาดว่ายอดขายรถยนต์ปีนี้จะขยับเป็น 8 แสนคัน แม้ว่าจะยังน้อยกว่าสถานการณ์ปกติที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่เฉลี่ย 1 ล้านคน และน้อยกว่าช่วงที่รัฐบาลมีโครงการรถยนต์คันแรกที่กระตุ้นยอดขายรถยนต์จนในปี 2555 เพิ่มเป็น 1.43 ล้านคัน จนก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในช่วง 1-2 ปีที่มีมาตรการออกมา

แต่ในทางกลับกันการเพิ่มอัตราภาษีป้ายรถยนต์ตามอายุของรถยนต์ จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผู้ใช้รถยนต์ในประเทศโดยตรง เพราะจากสถิติในปี 2558 พบว่าเฉพาะจำนวนรถยนต์ส่วนตัวที่จดทะเบียน ไม่รวมรถประเภทอื่นมีเกือบ 14 ล้านคัน แบ่งเป็น รถยนต์ส่วนบุคคล 7.74 ล้านคัน และรถกระบะ 6.13 ล้านคัน อีกทั้งภาครัฐยังต้องตระหนักด้วยว่า การตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์เก่าและไปซื้อรถยนต์ใหม่ของผู้ใช้รถยนต์ มีปัจจัยที่ต้องคำนึงอย่างปัจจัย โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่มีอยู่เดิม และภาระหนี้ที่จะก่อขึ้นใหม่ ดังนั้น การเพิ่มอัตราภาษีป้ายรถยนต์เก่าเกิน 7 ปีขึ้นไป ไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนรถใหม่เหมือนที่ สศอ.ประเมินไว้ก็เป็นได้

ล่าสุด อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า การจัดภาษีป้ายรถยนต์ที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ยังไม่ได้มีการหารือกัน และไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าสมควรจะผลักดันต่อไปหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศ แต่จะส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องทำมากไปกว่านั้น คือ การศึกษาถึงผลดี ผลเสีย ความคุ้มค่า และมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา หากจะมีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษีป้ายจากเดิมที่เก็บตามความจุกระบอกสูบเป็นการจัดเก็บตามอายุของรถยนต์ เพราะการปรับเปลี่ยนนโยบายในเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อประชาชนไม่น้อยกว่า 13-14 ล้านคน

นอกจากนี้ ในเมื่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นประเภทไฮเทค และการสนับสนุนให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศด้วยแล้ว รัฐบาลควรจะมีนโยบาย แผนแม่บท และแผนปฏิบัติการในแต่ละด้านที่มีความชัดเจน รวมทั้งต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ทั้งสถานการณ์รายได้ รายจ่าย และหนี้สินของครัวเรือน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ สศอ.หรือสิ่งที่หลายหน่วยงานมีแนวคิดจะผลักดันให้มีการใช้รถยนต์ที่ประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ ก็จะเป็นเพียงความคิดที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ทั้งยังถูกเสียงครหาจากประชาชนว่ารัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐเอาใจผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างออกหน้าออกตา

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง