
ทำอย่างไร ไม่ให้เอาผลงานวิจัยของเราไป
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ปัญหาผลประโยชน์ของประเทศไทยที่มีการเถียงกันอยู่เสมอปัญหาหนึ่งก็คือ การนำผลงานวิจัยที่เกิดจากการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติในบ้านเราไปให้ต่างชาติ ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วก็ของขึ้นกันเป็นแถว โดยทั้งผู้กล่าวหาและสังคมไม่ได้สืบสาวราวเรื่องว่าต้นเหตุมันมาจากไหน และผลงานนั้นไปได้อย่างไร หรือไม่มีการไตร่ตรองดูว่าไปจากใครกันแน่
ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน เนื่องจากเมื่อได้มาเกี่ยวข้องกับวงการวิทยาศาสตร์มากขึ้น และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี หรือได้อยู่ในวงการนักวิจัยทั้งหลายเป็นระยะเวลาหลายๆ ปี และมองในฐานะคนนอก จึงได้มองเห็นประเด็นปัญหานี้ชัดเจนขึ้น
ส่วนใหญ่ผู้กล่าวหาและสังคมมักจะโทษหน่วยงานราชการว่ามีการปล่อยปละละเลยให้นำทรัพยากรธรรมชาติของไทยออกไปใช้ประโยชน์โดยลืมมองหรือลืมทำความเข้าใจนักวิจัยของไทย หรือธรรมชาติของนักวิจัยไทย ซึ่งเขาเหล่านั้นเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง ที่จริงแล้วไม่ใช่เฉพาะนักวิจัยไทย แต่น่าจะเป็นนักวิจัยทุกประเทศ สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่แล้ว โลกไม่มีพรมแดน ความสนใจของเขาจะอยู่ที่การวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ที่จะได้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ทั้งในช่วงของกระบวนการวิจัย และผลของการวิจัยเบื้องต้น ผู้เขียนเคยมีโอกาสไปดูการวิจัยที่ “Cern” ซึ่งอยู่ชายแดนระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับฝรั่งเศส โดยเป็นการทำวิจัยร่วมกัน เพื่อศึกษาการแตกออกมาเป็นโลกของเราที่พวกเราอยู่กันในปัจจุบันนี้ โดยดูจากการวิ่งชนกันของอนุภาค (ขอใช้คำธรรมดาสามัญที่สุด เพราะเป็นเรื่องของฟิสิกส์ที่เข้าใจได้ยากมาก) แต่ประเด็นสำคัญที่จะชี้ให้เห็นก็คือ ผู้วิจัยในนั้นมีทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และมีแขก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน โดยเขาเหล่านั้นทำงานร่วมกันอย่างดียิ่ง ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ผิวพรรณ การเมือง
การให้นักวิจัยส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องประโยชน์ของชาติ เรื่องความอ่อนไหวทางการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก มีหลายครั้งที่ผู้เขียนต้องตกใจมากเมื่อเห็นบันทึกความเข้าใจที่นักวิจัยเสนอมาพิจารณาเพื่อจะเซ็นกับต่างประเทศ ที่สำคัญก็คือเขามีความตื่นเต้นว่าเราจะได้องค์ความรู้จากประเทศอื่นๆ ถ้าได้ทำการวิจัยร่วมกันในเรื่องชีววิทยาต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงว่า เรานั่นแหละที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางด้านทรัพยากรชีวภาพ และเขาจะได้ประโยชน์จากเราไปเต็มๆ เช่นเดียวกัน หรือในเรื่องอื่นๆ ยังมีบางรายที่ยอมถึงขั้นจะไปขึ้นศาลประเทศเขา หากเกิดกรณีพิพาทขึ้น เพื่อจะได้ใช้ห้องทดลองและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการได้รับการถ่ายทอดความรู้จากเขา เพราะของเราไม่มีห้องทดลอง ประกอบกับเห็นว่าไม่น่าจะเกิดกรณีพิพาทใดๆ ขึ้น เพราะในการปฏิบัติเราเป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือจากเขาอยู่แล้ว ที่ร้ายกว่านั้น และเป็นต้นเหตุของความเข้าใจผิดของสังคมก็คือ นักวิจัยมักจะขายผลงานวิจัยที่เกิดจากการวิจัยทรัพยากรของไทยให้เขาไป เพราะขาดทุนวิจัยและพัฒนาต่อ หรือไม่ก็เซ็นสัญญามอบผลงานวิจัยให้มหาวิทยาลัยในต่างประเทศไป เพื่อจะรับทุนการศึกษาของเขา สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนเชื่อว่า นักวิจัยทั้งหลายทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ได้มองกว้าง มองเฉพาะผลงานและองค์ความรู้ที่ต้องการ จำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องต้องสะกิดเตือน อธิบายให้ฟังถึงผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว เพื่อการพิจารณา ตรวจสอบให้ดีว่าผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นในที่สุดจะตกแก่ฝ่ายไหน
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาถึงผลประโยชน์ในภาพรวมนี้ เป็นเรื่องที่ยากมากในการตัดสินว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกแก่ฝ่ายใดเป็นส่วนใหญ่ ประการแรก ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรานั้นยังขาดเครื่องไม้เครื่องมือในการวิจัยทดลองทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รวมถึงองค์ความรู้และห้องทดลองที่ดี และทันสมัยอยู่มาก ประการที่สอง ผู้วิจัยและหน่วยงานสนับสนุนยังขาดเงินทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหุบเหวมรณะ นอกจากนี้ยังขาดเงินทุนและองค์ความรู้ในช่วงที่จะขยายการผลิตจากห้องทดลองขึ้นไปเป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรม และการค้า ทำให้ผู้วิจัยต้องดิ้นรนหาเงินทุน ใช้ความสัมพันธ์กับผู้ที่อยู่ในหน่วยงาน และมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อให้ได้เงินทุน องค์ความรู้มาวิจัยพัฒนาต่อยอดต่อไป รวมถึงการขายผลงานวิจัย
จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า หากจะป้องกันสมบัติของชาติไม่ให้รั่วไหลออกไป ควรอุดช่องโหว่ตรงนี้ไหม ถ้าจะอุดช่องโหว่นี้จะอุดอย่างไร จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองเป็นรายๆ ไปได้ไหม คำตอบคือไม่น่าจะได้ เพราะจะทำให้ล่าช้า ขาดความคล่องตัว ในที่สุดแล้วอาจทำให้การวิจัยของไทยตกไปอยู่หลังเขา ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไร ผู้เขียนเองก็ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ เพียงแต่คิดว่าในเบื้องต้น อาจจะให้หน่วยงานคุมกันเอง ผู้บริหารมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยต่างๆ หน่วยงานให้ทุน ควรจะต้องรอบคอบ เอาใจใส่และเข้มงวดให้มากกว่าในปัจจุบัน ที่ปล่อยตามใจนักวิจัย เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นก็โทษสะเปะสะปะกันไป







