posttoday

พลังงานในการขนส่ง ประหยัดได้หลายวิธี

01 มิถุนายน 2559

โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์

โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์

การขนส่งสินค้าและคนมีบทบาทที่สำคัญมากต่อการใช้พลังงาน สาขาเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ การขนส่งและการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมในปี 2557 ข้อมูลของทางการชี้ให้เห็นว่าทั้งสองสาขาใช้พลังงานมากพอๆ กัน คือ ประมาณร้อยละ 36 ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในประเทศ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์น้ำมัน และที่สำคัญที่สุดคือน้ำมันดีเซล รองลงไปคือน้ำมันเบนซินในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเชื้อเพลิงชนิดใหม่ที่นำมาใช้ในยานยนต์คือ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม (LPG) และก๊าซธรรมชาติเหลว หรือที่เรียกว่า NGV น้ำมันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้ในการขนส่งทางอากาศคือน้ำมันเครื่องบิน

ในอดีตราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างๆ ถูกแทรกแซงโดยภาครัฐจนก่อให้เกิดโครงสร้างราคาที่บิดเบือนอันนำไปสู่ปัญหาการใช้น้ำมันที่ไม่มีประสิทธิภาพ เราคงจำกันได้ว่าน้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และ NGV เคยถูกกดราคาไว้ในระดับที่ต่ำเกินไป ในขณะที่รัฐบาลต้องเก็บภาษีและเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันเบนซินมาอุดหนุนชดเชยจนทำให้เบนซินมีราคาขายปลีกที่แพงขึ้นมาก จูงใจให้คนหันไปใช้น้ำมันราคาถูกทั้งในรถยนต์ รถปิกอัพ และรถบรรทุก จนต้องนำเข้าน้ำมันเหล่านี้เป็นจำนวนมากสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ไม่ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างประหยัด และทำให้ภาระเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก

ตั้งแต่ปลายปี 2557 รัฐบาล คสช.ได้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันจนทำให้การบิดเบือนดังกล่าวหมดสิ้นไป โดยราคาน้ำมันทุกชนิดสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้และไม่มีการอุดหนุนการใช้น้ำมันอีกต่อไป (ยกเว้นกรณีจำเป็นบางอย่างเท่านั้น) จึงทำให้การใช้น้ำมันในการขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเคยติดลบอยู่ถึง 7,000 ล้านบาท กลายเป็นจำนวนบวกที่สะสมสูงถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท ในปัจจุบัน และทำให้ฐานะการคลังของรัฐบาลดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท

นอกจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแล้ว เรายังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสาขาขนส่งได้อีกโดยวิธีการอื่นๆ วิธีหนึ่งคือการส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เช่น การใช้อีโคคาร์ ซึ่งกินน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตร/ลิตร ส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้น้ำมันชีวภาพ ซึ่งผลิตจากพืชที่ปลูกได้ในประเทศ ในกรณีนี้คือการส่งเสริมไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มและเอทานอล ซึ่งผลิตจากกากน้ำตาลและแป้งมันสำปะหลัง ข้อดีของการใช้น้ำมันชีวภาพคือการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดกว่าน้ำมันปิโตรเลียม เป็นการใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ อีกทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอีกด้วย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงที่ผ่านมาปรากฏว่าน้ำมันชีวภาพเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาน้ำมันปิโตรเลียมที่ถูกทดแทน เช่น ในวันที่ 27 พ.ค. 2559 เอทานอลมีราคาประมาณ 23 บาท/ลิตร ในขณะที่น้ำมันเบนซินมีราคาหน้าโรงกลั่นที่ประมาณ 15 บาท พูดง่ายๆ คือเอทานอลที่ผลิตในประเทศยังมีต้นทุนที่สูงกว่าราคานำเข้าของน้ำมัน ผลต่างของราคาทั้งสองนี้ถูกชดเชยด้วยเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อทำให้แก๊สโซฮอล์ขายปลีกได้ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป โจทย์ใหญ่ของประเทศในเรื่องนี้ก็คือ “เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันชีวภาพสามารถแข่งขันได้กับน้ำมันปิโตรเลียมที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ?” ถ้าเราสามารถทำได้ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานที่ใช้ในการขนส่ง โดยการประหยัดต้นทุนในรูปของเงินตราต่างประเทศได้จริง

อีกแนวทางหนึ่งในการประหยัดพลังงานด้านการขนส่งคือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งหรือ Mode of Transport สำหรับประเทศไทยคือส่งเสริมให้ใช้วิธีการขนส่งและเดินทางโดยทางเรือและรถไฟมากขึ้นทดแทนการใช้ยานยนต์บนถนน ทั้งนี้เพราะเรือและรถไฟใช้พลังงานในอัตราที่น้อยกว่ารถที่วิ่งบนถนน การศึกษาวิจัยพบว่าการขนส่งสินค้าทางเรือมีประสิทธิภาพด้านเชื้อเพลิงมากกว่าสองเท่าของการขนส่งทางรถไฟ และการขนส่งทางรถไฟก็มีประสิทธิภาพด้านการใช้เชื้อเพลิงสูงกว่าสองเท่าของการขนส่งทางรถบรรทุก แต่การจูงใจให้คนหันไปใช้เรือและรถไฟมากขึ้นก็คงทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะการใช้รถใช้ถนนยังเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วกว่า จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันกว่าร้อยละ 80 ของการขนส่งสินค้าเป็นทางถนน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งทางเรือและทางราง เพื่อให้เป็นทางเลือกแข่งขันได้กับการขนส่งทางถนน

แนวโน้มในระยะหลังคือการนำเอาเชื้อเพลิงชนิดใหม่มาใช้มากขึ้นในการขนส่ง ทั้งในรูปของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ก๊าซธรรมชาติ (NGV) และไฟฟ้า สิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดว่าโลกจะเลือกใช้เชื้อเพลิงชนิดใดมากน้อยแค่ไหนคงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะ ในกรณีของรถยนต์ ค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะประกอบด้วย ราคาของรถยนต์ ราคาเชื้อเพลิง อัตราการใช้เชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายรวมทั้งความสะดวกในการเติมเชื้อเพลิง และค่าบำรุงรักษา ผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพราะราคารถยนต์ไฟฟ้าจะถูกลง เนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิตแบตเตอรี่และการเติมไฟฟ้าแต่ละครั้งจะทำให้รถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้น มีการพยากรณ์กันว่าอีกไม่นานรถยนต์ใหม่ที่ขายในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หากคำพยากรณ์นี้เป็นจริงและขยายวงไปทั่วโลกก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งในด้านพลังงานและการขนส่ง ประเทศไทยคงต้องเตรียมพร้อมไว้เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้

ข่าวล่าสุด

บางจาก นำร่อง "Fry to Fly" น้ำมันครัวใช้แล้ว 2 ลิตรแลกน้ำมันรถ 1 ลิตร