posttoday
อันดับโลกขึ้นอย่าเพิ่งวางใจ ไทยต้องเร่งยกระดับระยะยาว

อันดับโลกขึ้นอย่าเพิ่งวางใจ ไทยต้องเร่งยกระดับระยะยาว

01 มิถุนายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

นับเป็นข่าวดีที่สุดชิ้นหนึ่งในรอบปีก็ว่าได้ เมื่อสถาบันนานาชาติเพื่อพัฒนาการจัดการ (ไอเอ็มดี) ขยับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกปี 2016 ให้กับประเทศไทยถึง 2 อันดับ สวนทางกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทุกประเทศ ที่ล้วนเผชิญขีดความสามารถการแข่งขันลดลง ซึ่งยังนับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หรือตั้งแต่ปี 2013 ที่ไทยสามารถยกระดับตนเองในเวทีไอเอ็มดีได้

หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนจะพบว่า ไทยเป็นชาติเดียวที่มีอันดับดีขึ้นในปีนี้ หลังจากที่สิงคโปร์หล่นจากอันดับ 3 เป็นอันดับ 4 มาเลเซียร่วงจากอันดับ 14 เป็น 19 ฟิลิปปินส์หล่นจากอันดับ 41 เป็น 42 และอินโดนีเซีย ลดลงจากอันดับที่ 42 เป็น 48 ซึ่งพิจารณาจาก 4 ด้านหลัก คือ ภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

อาจเรียกได้ว่าประเทศไทยเดินมาถูกทางในหลายด้าน โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจในประเทศที่ขยับจาก 45 มา 37 โดยในปีที่ผ่านมามีการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้าน เพื่อชดเชยกับภาคการส่งออกที่หดตัวลงและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งการใช้นโยบายสนับสนุนหลายด้าน โดยควบคุมให้อยู่ในกรอบวินัยการคลังยังช่วยให้คะแนนด้านนโยบายและฐานะการคลังปรับตัวดีขึ้นด้วย ขณะที่ความสงบทางการเมืองก็ยังเป็นอีกข้อได้เปรียบสำคัญ หลังจากที่ไทยเคยถูกไอเอ็มดีติงในประเด็นนี้มาแล้วเมื่อปี 2014 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าอันดับที่ลดลงของหลายประเทศนั้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยเฉพาะหน้าจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เช่น สิงคโปร์ ที่ถูกฉุดจากปัจจัยนี้เป็นหลัก เช่นเดียวกับปัจจัยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลง ซึ่งฉุดอันดับของอินโดนีเซียและมาเลเซียลงมา

มีเพียงมาเลเซียเท่านั้นที่อาจเจออุปสรรคด้านความเชื่อมั่นมากกว่าใครเพื่อน เนื่องจากหล่มปัญหากองทุนพัฒนาเศรษฐกิจวันเอ็มดีบี (1MDB) ที่บั่นทอนทั้งความเชื่อมั่นทางการเมืองและเศรษฐกิจ ท่ามกลางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ลดลงถึง 44% ในปีที่แล้ว อยู่ที่ 8,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) เท่านั้น

เท่ากับว่าหากราคาน้ำมันโลกดีดตัวกลับมาสู่ทิศทางขาขึ้นในปี 2016 นี้ ซึ่งดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจากฝั่งสหรัฐ ขณะที่ความผันผวนและความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่ลดลง ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเหล่านี้ก็อาจดีดตัวกลับขึ้นมาได้อีกครั้งในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน ตรงข้ามกับไทยที่ยังมีประเด็นทางการเมืองหลังการเลือกตั้งให้ต่างชาติต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไปอีก

ปัจจัยที่น่าจับตามองของขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงน่าจะอยู่ที่ปัจจัยที่จะมีผลในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไอที วิทยาศาสตร์ สาธารณสุขสิ่งแวดล้อม และการศึกษา ซึ่งถือเป็นส่วนที่พัฒนาไปน้อยที่สุดของไทย และทำให้อันดับรวมด้านนี้ลดลงถึง 3 อันดับ เมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ที่ลดไปเพียงอันดับเดียว

อินโดนีเซียนั้นมีความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่รัฐบาลประธานาธิบดี โจโก วิโดโด รับตำแหน่งในเดือน ต.ค. 2014 โดยไปในทิศทางเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านคือ แก้กฎหมายเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติให้มากขึ้น ดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากจีนและพยายามปฏิรูปการคลัง โดยมีความพยายามที่จะนิรโทษกรรมภาษีเอสเอ็มอีด้วย ทว่าส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ต้องใช้ระยะเวลา โดยเพิ่งประกาศในช่วงปลายปี 2015 หรือในปีนี้ ทำให้ขีดความสามารถของอินโดนีเซียในปีที่ผ่านมายังไม่ปรับตัวดีขึ้น

ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับด้วยว่า อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ปัจจัยที่สามารถบ่งชี้ได้อย่างครอบคลุมว่า จะเป็นตัวตัดสินให้ต่างชาติพิจารณาเข้ามาลงทุนหรือไม่ เนื่องจากการเข้ามาทำธุรกิจโดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยังต้องใช้อีกหลายปัจจัยในการพิจารณา

อินโดนีเซีย นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน เพราะแม้จะมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะอันดับด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ แต่กลับสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเอฟดีไอได้ถึง 2.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.04 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 ที่ผ่านมา ทั้งทุนจากจีนไปจนถึงการลงทุนภายในประเทศเองที่เพิ่มขึ้นถึง 15%

เพราะแม้จะยังตามหลังอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การเชื่อมต่อในประเทศไม่ครอบคลุม ไปจนถึงปัญหาด้านระเบียบและข้อกฎหมายที่เพิ่งจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเปิดรับการลงทุนของต่างชาติในยุคประธานาธิบดี โจโกวี เพียงไม่ถึง 2 ปีมานี้ ทว่าอินโดนีเซียก็มีจุดแข็งที่หาคนเทียบได้ยากเช่นกัน

จำนวนประชากร 250 ล้านคน พร้อมการขยายตัวของชนชั้นกลางตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีอนาคตในระยะยาวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และจุดอ่อนด้านโครงสร้างพื้นฐานก็กลายเป็นโอกาสด้านการลงทุนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการลงทุนระบบรางจากจีนและกำลังจะดึงดูดการลงทุนรถไฟอีกเส้นจากญี่ปุ่นในวงเงินกว่า 6,500 ล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดี โจโกวี ซึ่งผันตัวมาจากนักธุรกิจก็ยังทยอยปรับแก้ไขกฎหมายการลงทุน ลดการปิดกั้นประเทศ เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีในภาคค้าปลีก บริการ และการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีการยกเครื่องกฎหมายการลงทุนครั้งใหญ่ไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้

เช่นเดียวกับ เวียดนาม ที่แม้จะไม่อยู่ในการจัดอันดับของไอเอ็มดี หรืออยู่ในกลุ่มระดับกลางไปจนถึงค่อนท้ายตารางของการจัดอันดับอื่นๆ ทว่าเวียดนามกลับเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในอาเซียนที่มีเอฟดีไอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าตัวเลขในปี 2015 จะทุบสถิติอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 5 แสนล้านบาท) 

แม้จะยังไม่ได้มาตรฐานเทียบเท่าเวทีโลกในหลายด้าน ทว่าจุดเด่นอันแข็งแกร่งด้านแรงงานราคาถูก จำนวนประชากรในวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่กระตือรือร้นต่อการพัฒนา การมีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือน้ำลึกที่ใกล้กับประเทศผู้ลงทุนอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่พร้อมส่งออกไปยังฝั่งแปซิฟิก และการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ก็ทำให้เวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 5 ปีมานี้ เช่น อินเทล จากสหรัฐ และซัมซุง จากเกาหลีใต้

อันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงต้องไปด้วยกันพร้อมกับการวางยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาวที่คำนึงถึงการเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่อง และไม่ผันผวนขึ้นลงด้วยปัจจัยกระตุ้นระยะสั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท