
หวังขึ้นอันดับ20ปี’63
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยที่เพิ่มขึ้น สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แม้ว่าในปีที่ผ่านมาทุกประเทศต่างตกอยู่ในภาวะลำบากจากเศรษฐกิจโลก แต่มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้ 2.8% จากปี 2557 ที่ขยายตัว 0.7% และเอื้ออำนวยการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับความเข้มแข็งของภาคเอกชนไทย ทำให้ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยที่เพิ่มขึ้น สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แม้ว่าในปีที่ผ่านมาทุกประเทศต่างตกอยู่ในภาวะลำบากจากเศรษฐกิจโลก แต่มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้ 2.8% จากปี 2557 ที่ขยายตัว 0.7% และเอื้ออำนวยการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับความเข้มแข็งของภาคเอกชนไทย ทำให้ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่
โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) ที่ดีขึ้นถึง 9 อันดับ ขณะที่ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลมาจากการที่รัฐได้มีมาตรการปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เอกชนแข่งขันได้ ส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลก็ได้พยายามเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้น แต่เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผล
ทั้งนี้ การจัดอันดับของ IMD มีการพิจารณา 4 ด้าน คือ สภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ปรากฏว่า ปัจจัยไทยที่มีอันดับดีที่สุดคือ สภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 13 จาก 61 ประเทศเท่ากับเมื่อปี 2558 มีปัจจัยย่อยที่มีอันดับดีขึ้นถึง 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) ที่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 37 จากอันดับที่ 46 ในปี 2558 การค้าระหว่างประเทศ (International Trade) อยู่ ในอันดับที่ 6 จากอันดับที่ 8 ในปี 2558 และการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ที่อยู่ในอันดับที่ 28 จากอันดับที่ 34 ในปี 2558
ขณะที่ด้านการจ้างงาน (Employment) ยังอยู่ในอันดับที่ดีมาก คืออันดับที่ 3 เช่นเดียวกับปีก่อน ส่วนอันดับลดลงคือ ราคาและค่าครองชีพ (Prices) ที่ต่ำลงจากอันดับที่ 19 เป็นอันดับที่ 45 เมื่อพิจารณาเป็นประเด็นย่อยจุดเด่นของประเทศไทยยังคงเป็นด้านที่เกี่ยวกับการจ้างงาน การท่องเที่ยว ส่วนประเด็นที่ยังต้องพัฒนาต่อไป คือ ด้านรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากรที่อยู่ในอันดับที่ 53 และด้านค่าครองชีพ
สำหรับปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับดีขึ้นถึง 4 อันดับ จากอันดับที่ 27 เป็นอันดับที่ 23 ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) มีอันดับที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ในปีนี้ ทุกปัจจัยย่อยมีอันดับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Business Legislation ที่ดีขึ้นถึง 7 อันดับจากปี 2558 โดยขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 44 จากอันดับที่ 51 ในปีก่อนหน้า และด้าน Public Finance ที่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 10 จาก 14 ในปีที่แล้ว นอกจากนี้ ด้านนโยบายด้านการคลังก็ยังคงได้อันดับที่สูงกว่าเดิมจากที่เคยสูงอยู่แล้ว โดยขึ้นมาจากอันดับที่ 6 ในปี 2015 มาอยู่ในอันดับ 5 ในปี 2559 ด้วย
“ประมาณครึ่งหนึ่งของประเด็นที่ใช้ในการจัดอันดับในหมวดนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารในภาคธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่มีอันดับที่สูงขึ้น จึงสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐดำเนินการ เช่น มาตรการเกี่ยวกับภาษี สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน รวมถึงความคล่องตัวในการดำเนินนโยบาย ได้รับการยอมรับจากผู้ตอบแบบสำรวจ ส่วนประเด็นที่ยังต้องปรับปรุงในหมวดนี้ ได้แก่ ระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ และการกระจายรายได้ เป็นต้น” ปรเมธี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ปรับตัวลดลง 1 อันดับมาอยู่ที่ 25 โดยองค์ประกอบย่อยเรื่องประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ปัจจัยย่อยทั้งด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ (Productivity & Efficiency) ตลาดแรงงาน และทัศนคติและค่านิยม มีอันดับดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา ในขณะที่ปัจจัยย่อยด้านการเงินลดลง 2 อันดับเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดอันดับของตัวชี้วัดย่อยด้าน M&A ที่ทำให้อันดับในข้อนี้ลดลงถึง 24 อันดับ แต่ที่เป็นจุดเด่นของไทยในด้านนี้คือ สัดส่วนของกำลังแรงงานต่อประชากร กฎระเบียบเกี่ยวกับสถาบันการเงิน และบทบาทของตลาดทุนในการเป็นแหล่งเงินทุนให้ธุรกิจ โดยประเด็นที่ต้องปรับปรุงคือด้านผลิตภาพ (Productivity) ที่ยังคงอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำ
สุดท้ายด้านโครงสร้างพื้นฐานปรับตัวลดลง 3 ลำดับ มาอยู่ที่ 49 โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผลการจัดอันดับของไทยในหมวดนี้ยังอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำ โดยปัจจัยพื้นฐาน เช่น การคมนาคมขนส่งและสาธารณูปโภค เป็นปัจจัยย่อยที่มีอันดับค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ อัตราส่วนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระบบ 3จี และ 4จี การส่งออกสินค้าไฮเทค
เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน TMA (TMA Center for Competitiveness) และประธานคณะอนุกรรมการด้านการจัดการข้อมูลและสื่อสารประชาสัมพันธ์ กพข. กล่าวว่า อันดับความสามารถแข่งขันของประเทศที่เพิ่มขึ้นนี้ พบว่า คะแนนรวมของประเทศไทยดีขึ้นมาเป็น 74.681 เปรียบเทียบกับ 69.786 ในปี 2558 ซึ่งสะท้อนผลการทำงานด้านต่างๆ ของรัฐและเอกชน และ กพข.ก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านต่างๆ เพื่อให้อันดับของประเทศดีขึ้น
“ผลการจัดอันดับในปีนี้ทำให้เห็นว่าการทำงานของ กพข.ที่ต่อเนื่องมากว่า 1 ปีครึ่ง เริ่มเห็นผลสำเร็จ ทำให้คณะกรรมการมีความมั่นใจในการดำเนินการตามแผนต่อไป ซึ่งหากเราสามารถทำงานต่อไปอย่างเป็นระบบ จริงจัง และมีความต่อเนื่อง เป็นไปได้ว่าประเทศไทยน่าจะไต่อันดับขึ้นไปได้ถึงอันดับที่ 20 ในปี 2563”







