
ต้องเปิดเผยข้อมูล
การพูดคุยชี้แจงข้อมูลกรณีปราสาทพระวิหาร หรือการดีเบตกันระหว่างนายกรัฐมนตรีและคณะ กับเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 โดยประเด็นหลักของการดีเบตคือบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู 2543 ซึ่งข้อมูลที่ต่างฝ่ายได้นำเสนอ ช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างรอบด้าน
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า การที่รัฐบาลจะเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง ตอบประเด็นข้อสงสัยทุกด้าน ในเรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ช่วยให้ปัญหาความไม่เข้าใจ ซึ่งมาจากความคลุมเครือ หมดสิ้นไป
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งนับตั้งแต่ตัวแทนรัฐบาลไทยได้ลงนามร่วมกับตัวแทนรัฐบาลกัมพูชา ก็ไม่เคยมีการอธิบายชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจในเอ็มโอยูฉบับนี้เลย ความไม่เข้าใจส่งผลให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเผชิญคำถามต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะประเด็นการรักษาสิทธิอธิปไตยของชาติ
กว่า 2 ปีมาแล้ว ที่ปัญหาพื้นที่ซึ่งมีการอ้างอธิปไตยซ้ำซ้อนรอบปราสาทพระวิหาร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยติดตามด้วยความห่วงใย การลงนามในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อปี 2551 โดยนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าถือเป็นหนังสือสนธิสัญญา ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งบัญญัติว่า หนังสือสัญญาใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อเขตแดน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมในวงกว้าง ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
ซึ่งผลพวงจากมาตรา 190 นี้เอง ที่ทำให้สังคมไทยได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการในกรณีปราสาทพระวิหารไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนโดยคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทยกัมพูชา หรือเจบีซี ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนที่ติดตามกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารนำมาตั้งคำถามต่อรัฐบาล กระทั่งมีการดีเบตกันดังกล่าว
สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลซึ่งรัฐบาลได้ทำสนธิสัญญาใดๆ กับต่างประเทศมิได้เป็นปัญหา ตามที่นักการเมืองพยายามขอแก้ไขบทบัญญัติมาตรานี้โดยอ้างว่าเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล
บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล หากนำไปปฏิบัติให้ครบถ้วน โดยเฉพาะวรรคสามของมาตรา 190 ซึ่งบัญญัติว่าก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้รับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และไม่เกิดกระแสต่อต้านตามมาในภายหลัง







