
ทำไมเอกชนไม่ลงทุน
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อ 2-3 วันก่อน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความกังวลว่าสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนของไทยได้ลดลงจากประมาณ 40% ของจีดีพีเมื่อหลายปีก่อนเหลือเพียง 20% ของจีดีพีในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนของไทยยังขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ และขอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีพยายามเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนที่จะลงทุนเพิ่มขึ้น
เห็นด้วยกับรองนายกฯ ครับว่า ถ้าเอกชนไม่กล้าลงทุน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องคงทำได้ยาก การที่จะหวังพึ่งให้รัฐลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปไม่สิ้นสุด ย่อมส่งผลต่อฐานะการคลังของประเทศ แต่ที่น่าสังเกตคือหลายปีที่ผ่านมาเอกชนไทยได้ขนเงินไปลงทุนในต่างประเทศเป็นเงินหลายแสนล้านบาทในทุกภาคเศรษฐกิจ ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก การผลิต และอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การลงทุนซื้อทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในต่างประเทศอย่างที่ทราบกันอยู่
ความจริงนักลงทุนขนาดใหญ่ของไทยมีอยู่ไม่กี่รายที่มีเครดิตและเม็ดเงินที่จะลงทุน เพราะอานิสงส์ของการพัฒนาแบบรวยกระจุกจนกระจายของประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อรองนายกฯ ได้เห็นปัญหาแล้ว ผมมั่นใจว่าท่านคงสามารถผลักดันนักลงทุนเหล่านี้ให้แบ่งเม็ดเงินบางส่วนมาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง
มีนักธุรกิจต่างประเทศหลายคนบอกว่า เขาไม่สามารถสั่งสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันจากประเทศไทยได้ เพราะราคาแพงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่น เช่น จีน หรือเวียดนาม แม้แต่ราคาขายปลีกของสินค้าเหล่านี้ก็สูงกว่าที่วางจำหน่ายในต่างประเทศ แต่คนไทยซื้อสินค้ามาบริโภคโดยไม่รู้ตัวว่าจ่ายค่าสินค้าแพงกว่าคนจีนหรือเวียดนามหรือประเทศที่เจริญแล้ว ที่สั่งสินค้าเหล่านี้เข้าไปจำหน่ายให้ผู้บริโภคในราคาตลาด เขามองว่าตลาดของสินค้าพื้นฐานพวกนี้ในไทยเป็นตลาดกึ่งผูกขาดโดยผู้จำหน่ายไม่กี่รายที่เป็นการขายในประเทศจำนวนน้อยแต่ได้กำไรมาก โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขยายการผลิตจำนวนมากเพื่อแข่งขันวางจำหน่ายในระดับโลก ที่เน้นการขายจำนวนมากแต่ได้กำไรน้อย และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนของไทยไม่ขยายตัวในรอบหลายปีที่ผ่านมา และสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนในจีดีพีถึงได้ลดลงโดยต่อเนื่อง
ผมนำความเห็นซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง และเพื่อการพิจารณาของภาคราชการในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชน เท็จจริงอย่างไรหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องน่าจะลองนำไปวิเคราะห์ตัวเลขและข้อเท็จจริง ส่วนท่านผู้อ่านก็อย่าเพิ่งประณามใครต่อใครจนกว่าจะมีตัวเลขและข้อเท็จจริงที่ชัดเจนพิสูจน์
นโยบายที่จะกระตุ้นการลงทุนของนักลงทุนอีกนโยบายหนึ่งที่ภาคเอกชนรออยู่ คือ นโยบายว่าด้วยการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Tran-Pacific Partnership–TPP) ซึ่งอยู่ในระหว่างการตัดสินใจของรัฐว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม แต่ที่สำคัญกว่าคือถ้าเข้าร่วมจะเข้าร่วมเมื่อไร
ทำไมการตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมความตกลงดังกล่าว จึงสำคัญต่อการพลิกฟื้นการลงทุนภาคเอกชนของไทย
ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกนั้น มีการเจรจากันมาตั้งแต่ปี 2553 และมาทำความตกลงกันได้ต้นปี 2559 ใช้เวลาเจรจากันเกือบ 7 ปี ภาคีสมาชิกประกอบด้วย ประเทศออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม มีเนื้อหาสาระครอบคลุมทั้งด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น แรงงาน สิ่งแวดล้อม การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทรัพย์สินทางปัญญา ความโปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชั่น การช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระหว่างสมาชิกของข้อตกลง
เนื่องจากข้อตกลงทีพีพีเป็นข้อตกลงระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกครอบคลุมการค้าโลกถึง 40% มีประชากรรวมกันกว่า 817 ล้านคน การเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการเข้าถึงตลาดการค้าที่มีขนาดใหญ่ และในด้านกลับกันการไม่เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว จึงเป็นการสูญเสียโอกาสที่จะเข้าถึงตลาดที่มีขนาด 39% ของจีดีพีโลก
ประเทศไทยมีการค้ากับประเทศสมาคมทีพีพีเป็นมูลค่าประมาณ 163,911 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 39% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย และสมาชิกทีพีพีลงทุนในไทยเป็นมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท
การเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมทีพีพีจึงกระทบถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะการเข้าร่วมหมายถึงโอกาสที่ไทยจะขยายการค้าเข้าสู่ประเทศในเครือ กระทรวงพาณิชย์ประมาณการว่าจะทำให้จีดีพีไทยขยายตัว 0.77% แต่ถ้าไม่เข้าร่วมจะทำให้จีดีพีลดลง 0.06% พูดง่ายๆ คือ ทำให้สูญเสียโอกาสที่จะขยายการค้าเพราะเสียเปรียบด้านภาษีอากรและอาจถูกกีดกันด้วยมาตรการต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษี(Non Tariff Barriers) เช่น การไม่รับรองมาตรฐานความปลอดภัยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความไม่โปร่งใสในการค้าขายระหว่างประเทศ และประเด็นอื่นๆ ที่กำหนดให้สมาชิกปฏิบัติ
ผมมีโอกาสเข้าร่วมพิจารณาการลงทุนขยายงานของนักอุตสาหกรรมไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเขาไปลงทุนในเวียดนามเพื่อรักษาตลาดในสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลประการเดียว คือ เวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิกทีพีพีแล้ว ส่วนปัจจัยเรื่องค่าแรงงานไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจที่จะไปลงทุน แต่เขาไม่สามารถรอผลการตัดสินใจของรัฐซึ่งไม่ทราบว่าจะตัดสินใจเมื่อไร เพราะการสร้างโรงงานติดตั้งเครื่องจักรและการฝึกสอนคนงานให้ทำงานตามมาตรฐานที่ลูกค้าในสหรัฐอเมริกากำหนดนั้นต้องใช้เวลาเป็นปี
ผมเชื่อว่าปัญหาในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ปัญหาด้านสังคมและการปกป้องทรัพยากรของประเทศ ซึ่งวิธีที่ดีที่รัฐพึงทำคือการพยายามรับฟังความเห็นและออกมาตรการที่จำเป็นทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ซึ่งข้อตกลงทีพีพีก็ไม่ได้ห้ามไว้เพื่อปกป้องสิทธิทางด้านสังคมของคนไทยและทรัพยากรที่จำเป็นโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่ารัฐจะปกป้องดูแลสวัสดิภาพและทรัพยากรที่หลายฝ่ายเป็นห่วงดีกว่าพยายามทำผลดีที่จะได้รับเชิงเศรษฐกิจมาหักล้างกับผลเสียทางสังคมซึ่งจะแข่งกันได้ไม่สิ้นสุด







