posttoday
จัดการหนี้นอกระบบ ทางแก้หนี้ครัวเรือน

จัดการหนี้นอกระบบ ทางแก้หนี้ครัวเรือน

31 พฤษภาคม 2559

 

 

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพราะ 2 ปีที่เข้าบริหารประเทศ การส่งออกหดตัวต่อเนื่องถึงขั้นติดลบ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรการบริโภคของ ประชาชนก็ไม่ฟื้นตัว เงินเฟ้อต่ำแต่เกิดเงินฝืดในระดับครัวเรือน

รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกันหมด เพราะความเชื่อมโยงของกันและกันทำให้เมื่อเกิดเหตุที่ประเทศหนึ่งก็จะไปกระทบกับประเทศที่ติดต่อค้าขายด้วย เมื่อเศรษฐกิจโลกถดถอย ไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบ แต่จะกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจ

ขณะนี้รัฐบาลกำลังก่ายหน้าผากเพราะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ตัวเลขการบริโภคเอกชนก็ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งทุกฝ่ายชี้มาที่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และจะยิ่งเพิ่มอย่างรวดเร็วเมื่อเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดมีรายได้ลดลงจากปัญหาภัยแล้ง

ช่วงที่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ระดับ 79% แต่ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 83% ของจีดีพี หนี้คือหนี้ครัวเรือนจากการรวบรวมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นหนี้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า หากรวมสัดส่วนหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย หนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนเกิน 100% ของจีดีพีมานานแล้ว

ในช่วงที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ได้มีการขอให้กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปรวบรวมข้อมูลภาพรวมของหนี้ครัวเรือนของไทย และหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน หลังจากเป็นห่วงว่าหนี้ครัวเรือนของไทยได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่าหนี้สินของครัวเรือนไทยได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย ผสมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยการออกโครงการคืนภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ซื้อรถคันแรกสูงสุด 1 แสนบาท เร่งให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นอีก

เมื่อประชาชนหมดหนี้จากรถคันแรกก็เจอปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก ธปท. และอีกหลายๆ หน่วยงานทางเศรษฐกิจระบุตรงกันว่า หนี้ครัวเรือนที่สูงมากเป็นต้นเหตุทำให้เศรษฐกิจหดตัว เพราะประชาชนไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่าย ทำให้การบริโภคภายในประเทศที่หวังจะให้ขยายตัวแทนการส่งออกไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องคิดหนักที่จะลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะกลัวว่าจะยิ่งไปกระตุ้นให้หนี้สูงขึ้นอีก

ผ่านมา 2 ปี ความหวังดีของ คสช.ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาทางลดหนี้ครัวเรือนให้ประชาชน ก็ยังไม่ได้มีผลออกมาเป็นรูปธรรมให้เห็น และได้สร้างคำถามให้เกิดขึ้นมากมายว่า นิยามหนี้ครัวเรือนที่รัฐบาลต้องการให้แก้ไขนั้นมีนิยามอย่างไร

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จำแนกหนี้ครัวเรือนออกมาดังนี้ เป็นเงินกู้ซื้อบ้าน เงินกู้ซื้อรถ สินเชื่อ กู้ยืมทำธุรกิจ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์ และนันแบงก์ หากเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หรือกู้ยืมไปทำธุรกิจ นับว่าเป็นหนี้เพื่อสร้างทรัพย์สิน ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและมีหลักประกันให้เห็น ถือเป็นหนี้ที่ไม่น่าเป็นห่วง

สำหรับหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลก็ต้องไปแยกออกมาว่าเป็นการกู้เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภคอย่างไร หรือมีการกดเงินสดออกมาเพื่อเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่นิยมทำเช่นนั้น ซึ่ง ธปท.ยืนยันตลอดมาว่าหนี้ครัวเรือนของไทยมีอัตราการขยายตัวสูง แต่ไม่น่าเป็นห่วง ปัญหาสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่สูงขึ้นมา เป็นผลมาจากการขยายตัวของจีดีพีน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ

เหตุผลอีกประการที่ ธปท.ไม่ห่วงหนี้ครัวเรือนมากนัก เพราะธนาคารพาณิชย์เองก็ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมาก อัตราการปฏิเสธคำขอสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวไม่สูงมากนัก มีอัตราการเติบโตมากกว่าจีดีพีเพียง 3-4% ขณะที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการก่อหนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้เอกชนต่างเริ่มลดค่าใช้จ่ายเพื่อประคองธุรกิจ ทำให้มีการลดชั่วโมงทำงาน เลิกให้ทำงานล่วงเวลา เป็นต้น ทำให้รายได้ของผู้ใช้แรงงานลดลงไปด้วย 

นอกจากนี้ ไส้ในของหนี้ครัวเรือนนั้น ถ้าเป็นหนี้ในระบบเป็นการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยมากกว่าการกู้ไปบริโภคส่วนบุคคลก็ไม่น่าห่วง เป็นการก่อหนี้แต่มีสินทรัพย์เพิ่ม 

แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า แนวทางช่วยเหลือประชาชนให้ลดหนี้สินครัวเรือนทำได้หลายทาง แต่อยากให้รัฐบาลเน้นไปที่หนี้นอกระบบ เพราะไม่มีใครรู้จำนวนหนี้ทั้งหมด มีเจ้าหนี้กี่ราย กลุ่มที่เป็นหนี้นอกระบบส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย แต่กลับต้องเสียดอกเบี้ย 20% ต่อเดือน ตกปีละ 240% ซึ่งเป็นอัตราที่ลูกหนี้ไม่มีโอกาสจะใช้ได้หมด  

หากพิจารณาจากปัญหารอบด้านแล้ว รัฐบาลคงไม่มีทางเลือกที่จะต้องหันไปจัดการกับหนี้นอกระบบให้เด็ดขาด  แม้ ธปท.จะเปิดให้เอกชนตั้งนาโนไฟแนนซ์ได้ มีผู้มาขอใบอนุญาตจัดตั้งจำนวนมาก แต่มีผู้ดำเนินการจริงไม่มากนัก มีการปล่อยกู้รวมกว่า 100 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าปล่อยกู้ไปจะกลายเป็นหนี้เสีย เพราะการปล่อยสินเชื่อของนาโนไฟแนนซ์เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน แถมตามกฎหมายให้คิดดอกเบี้ยได้ 36% แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ทวงหนี้ ซึ่งไม่สามารถทวงหนี้โหดได้

อย่างไรก็ดี ทางด้านกระทรวงการคลังก็มีแผนที่จะเปิดให้เอกชนตั้งบริษัทให้กู้เงินรายย่อยลงมาอีกในรูปแบบ พิโค ไฟแนนซ์ ให้กู้รายละ 5 หมื่นบาท เงื่อนไขอื่นก็คล้ายคลึงกับการตั้งนาโนไฟแนนซ์ เพียงแต่ห้ามให้กู้ข้ามเขตจังหวัด

การเปิดทางให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบอาจจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่อาจไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะเจ้าหนี้นอกระบบส่วนใหญ่จะเป็นมาเฟียในท้องถิ่น และการอยู่นอกระบบรายได้ก็ไม่ต้องเสียภาษี การให้เจ้าหนี้นอกระบบกลับใจมาเป็นเจ้าหนี้ในระบบจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดังนั้นจึงไม่มีรัฐบาลใดสามารถจัดการกับเจ้าหนี้นอกระบบได้

อย่างไรก็ดีรัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือที่จะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ที่เป็นตัวการของหนี้ท่วมหัวในครัวเรือนกลุ่มรากหญ้าควรฉวยโอกาสนี้แก้ไขรากเหง้าของหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นภาระหนักของคนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ จากนั้นจึงไปจัดการกับการหาแหล่งเงินกู้ใหม่ให้ประชาชน

หากรัฐบาลถูกต้อนเข้ามุมอับ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งให้แก้ไขหนี้นอกระบบอีกครั้ง หลังจากที่สั่งการไปแล้วแต่มีเรื่องที่จะต้องแก้ไขมากจึงไม่ได้มีการติดตามผลให้เป็นรูปธรรม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท