
ความหวานในวันนี้ เป็นความขมขื่นในวันหน้า
โดย...ผศ.ดร.อนันต์ วัฒนกุลจรัส
โดย...ผศ.ดร.อนันต์ วัฒนกุลจรัส
คนไทยติดหวานกันตั้งแต่เด็กกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ติดความหวานเพิ่มขึ้นทุกวัน คนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น 2.3 เท่าในช่วงเวลา 10 ปี ในทุกวันนี้ คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชา (100 กรัม) สูงกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำกว่า 3 เท่าตัว (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))
แล้วยิ่งทุกวันนี้ ยังมีสิ่งล่อตาล่อใจจำนวนมากเพื่อให้คนไทยติดหวานกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างในธุรกิจเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลที่ออกกลยุทธ์การตลาด ลด แลก แจก แถม ให้ของรางวัลต่างๆ เช่น ทองคำ รถยนต์ คอนโดมิเนียม ฯลฯ ตลอดจนการโหมโฆษณาเพื่อหวังเพิ่มยอดขาย เพิ่มตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม สร้างรสนิยมและภาพลักษณ์ผิดๆ ในการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้
โดยมีเป้าหมายเพื่อล่อให้ผู้บริโภคทั้งรายเก่าและรายใหม่เข้ามาติดกับความหวาน ติดกับรสนิยมและภาพลักษณ์ที่ผิดๆ และติดกับสิ่งลวงตาลวงใจภายนอก จนไม่ได้ตระหนักถึงโทษภัยของการบริโภคความหวานที่มากเกินความเหมาะสม อันจะส่งผลให้สุขภาพร่างกายในวันข้างหน้าเสื่อมสภาพไปกับโรคภัยไข้เจ็บที่มากับความหวานที่มากเกินไป เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันสูง ฯลฯ
กลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ขาดข้อมูลขาดความรู้เกี่ยวกับภัยอันตรายจากความหวานและยังถูกบิดเบือนด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ นานา จึงทำให้ตัดสินใจบริโภคความหวานมากจนเกินไป
กลุ่มเยาวชนเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของความหวาน พวกเขามักเห็นประโยชน์ของการบริโภคความหวานที่สามารถตอบสนองความสุขความพึงพอใจในระยะสั้นในวันนี้ มากกว่าต้นทุนความเสียหายหรือโทษจากการบริโภคความหวานในระยะยาวในวันข้างหน้า หากเยาวชนไทยยังคงตกเป็นเหยื่อของความหวานมากขึ้นเรื่อยๆ
ในวันข้างหน้า สังคมไทยก็จะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุกับบุคลากรที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน
การบริโภคความหวานของคนไทยเช่นนี้ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร ความสูญเสียทรัพยากรของชาติและงบประมาณทางการแพทย์ในการดูแลผู้เจ็บป่วย
โรคที่เกี่ยวกับความหวานเหล่านี้ จะกลายเป็นภาระต้นทุนที่ตกอยู่กับสังคมในวันนี้และในวันข้างหน้า เป็นต้นทุนที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคความหวานไม่ได้แบกรับเอาไว้เองทั้งหมด ดังนั้นปริมาณการผลิตและการบริโภคความหวานในวันนี้จึงมากเกินความเหมาะสมไปแล้ว
แนวทางการลดปริมาณการผลิตและการบริโภคความหวานที่มากเกินไปเพื่อกลับมาสู่ปริมาณที่เหมาะสมตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำว่าไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินกว่าวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เช่น การให้ความรู้ถึงภัยอันตรายจากการบริโภคความหวานที่มากเกิน ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งหวังกำไรแต่ไม่คำนึงถึงผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นต่อสังคม
รวมถึงมาตรการทางภาษีที่จะทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องรับภาระต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้และวันหน้า เมื่อผู้ผลิตและผู้บริโภคเผชิญกับต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน ก็ (หวังว่า) จะนำไปสู่การตัดสินใจการผลิตและการบริโภคความหวานที่เหมาะสมต่อไป
ล่าสุดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ตระหนักถึงปัญหาของการบริโภคความหวานที่เกินมาตรฐานและมีมติให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการทางภาษีจะสามารถนำไปสู่ปริมาณการบริโภคความหวานที่เหมาะสมได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของภาษีที่จะนำมาใช้ เช่น ภาษีที่เรียกเก็บตามปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่จริง ซึ่งแนวทางนี้จะตรงกับเป้าประสงค์ของการควบคุมปริมาณน้ำตาลได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมามากกว่าภาษีที่เรียกเก็บตามมูลค่าของสินค้า ซึ่งแนวทางนี้อาจจะถูกบิดเบือนได้จากกลยุทธ์การตั้งราคาสินค้าของภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่เหมาะสมที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคความหวานให้กลับมาสู่ระดับมาตรฐานได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของผู้บริโภคในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้านั้นๆ
หากความยืดหยุ่นดังกล่าวมีค่าค่อนข้างต่ำ อัตราภาษีก็จำเป็นจะต้องสูงเพื่อให้มีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง







