
หมดเวลาอั้น ปัจจัยรุมเร้าดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดแล้วในปี 2016 นี้สำหรับ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ระหว่างวันที่ 14-15 มิ.ย.นี้ หากตัวเลขเศรษฐกิจและการจ้างงานสหรัฐส่งสัญญาณบวกเพียงพอ
ในวันถัดมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐก็ประกาศทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐประจำไตรมาสแรกที่ผ่านมาใหม่ โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมขยายตัว 0.5% เป็นขยายตัว 0.8% เนื่องจากการสร้างบ้านใหม่ขยายตัวดีและการสะสมของสินค้าคงคลังเริ่มคงที่ ขณะที่หากคำนวณในแง่ของรายได้จะพบว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ดีถึง 2.2% จาก 1.9% ในไตรมาสก่อนหน้าเลยทีเดียว
เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้ตีความได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐที่ติดยากระตุ้นมานานถึง 8 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 คงต้องเข้าสู่ภาวะถอนยาเพื่อกลับมาสู่ภาวะปกติได้แล้วในช่วงกลางปีนี้ หลังจากเว้นช่วงขึ้นดอกเบี้ยมานานตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. 2015
หากดูสัญญาณจากตลาดเงินตลาดทุนจะเห็นได้ว่า นักเก็งกำไรก็เริ่มให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยกลางปีนี้มากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเฟด ฟันด์ ฟิวเจอร์ส ที่จับตาดอกเบี้ยสหรัฐ ซึ่งให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้นเป็น 30% จาก 19% เมื่อสัปดาห์ก่อน
ขณะที่รอยเตอร์สยังอ้างข้อมูลจากคณะกรรมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าว่า นักลงทุนเริ่มหันมาเก็งกำไรยาวกับค่าเงินเหรียญสหรัฐในสัญญาลองโพสิชั่นแล้ว จากเดิมที่เคยถือในระยะสั้น ก็หันมาเล่นระยะยาวถึง 3,730 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.33 แสนล้านบาท) ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 พ.ค. โดยค่าเงินเหรียญสหรัฐในเดือนนี้ปรับแข็งค่าขึ้นไปแล้วราว 2.4%
ทั้งนี้ แม้ว่าเฟดจะเคยมีพฤติการณ์กลับกลอกท่าทีหลายครั้ง โดยเฉพาะในสมัยของผู้ว่าการคนก่อน เบน เบอร์แนนคี อีกทั้งธนาคารยักษ์ใหญ่บางแห่ง เช่น แบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริลลินช์ จะยังไม่เชื่อท่าทีของเฟดในครั้งนี้ ทว่าหากวิเคราะห์ดูจากปัจจัยพื้นฐานหลายด้าน และปัญหาใต้พรมที่เป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเกือบ 10 ปีติดต่อกันนั้น จะเห็นได้ว่า นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีที่สุดที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้เสียที
ในแง่ความพร้อมของสภาพเศรษฐกิจสหรัฐเองนั้น อาจจะไม่สามารถวัดได้เพียงแค่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งจีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวได้เพียง 0.8% ซึ่งเป็นจีดีพีรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2015 ที่ขยายตัวได้ 1.4%
ทว่า สิ่งที่เฟดให้ความสำคัญมากกว่าก็คือ อัตราเงินเฟ้อและการจ้างงาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตลอด และจากข้อมูลล่าสุดพบว่า อัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.ขยายตัวได้เร็วที่สุดในรอบ 3 ปี จากราคาพลังงานที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ดันให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ขึ้นมาอยู่ที่ 0.4% จากที่ขยายตัวเพียง 0.1% ในเดือน มี.ค. และขยับให้อัตราเงินเฟ้อในภาพรวมอยู่ที่ 1.1% ซึ่งดีกว่าประเทศอุตสาหกรรมหลายแห่งทั้งญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (อียู) ที่ยังต่อสู้กับความเสี่ยงภาวะเงินฝืด
ขณะที่ตลาดแรงงานในสหรัฐยังถือว่าปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์นี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานใหม่เดือน พ.ค.เพิ่มขึ้น 1.6 แสนอัตรา เท่ากับในเดือนที่แล้ว ส่งผลให้อัตราว่างงานของสหรัฐอยู่ที่ระดับ 5% ซึ่งดีกว่าที่เฟดเคยตั้งเป้าหมายไว้ก่อนหน้านี้ที่ 6.5% แม้ว่าเฟดจะยกเลิกเป้าหมายนี้ไปแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน จีดีพีสหรัฐก็เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเริ่มไตรมาส 2 โดยมีตัวเลขสำคัญหลายด้านที่สนับสนุนทั้งด้านค้าปลีก ส่งออก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดขายบ้าน ซึ่งทำให้เฟดสาขาแอตแลนตาคาดว่าจีดีพีไตรมาส 2 จะขยายตัวขึ้นมาได้ถึง 2.9%
อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดว่าเฟดจะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้มากนัก โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยได้เพียงแค่ครั้งเดียว หรือมากสุดไม่เกิน 2 ครั้งในปีนี้ เพราะนอกจากจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐต้องสะดุดแล้ว ก็ยังกระทบต่อตลาดตราสารและอนุพันธ์ โดยเฉพาะที่อยู่ในงบดุลของเฟดเอง
ในอีกด้านหนึ่งนั้น ต้องไม่ลืมจับตาปัจจัยลบที่กดดันเฟดด้วย โดยเฉพาะปัญหางบดุลของเฟดที่พอกพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินอัดฉีดเศรษฐกิจมาตลอด 8 ปีนี้ โดยเฉพาะการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เฟดซื้อคืนสินทรัพย์ไปถึง 3 รอบติดต่อกันหลายปี
ปัจจุบันงบดุลของเฟดพอกขึ้นมาถึงเกือบ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 160 ล้านล้านบาท) ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ และตราสารเอ็มบีเอสที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองตั้งแต่ยุควิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งภาระงบดุลที่ปูดขึ้นหลายเท่าตัวจากราว 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 28.6 ล้านล้านบาท) ช่วงก่อนเกิดวิกฤตนั้น ทำให้สหรัฐเองต้องเผชิญปัญหาหนักในการใช้เวลาอีกหลายปีเคลียร์งบดุลเหล่านี้ต่อไป และหากขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลให้บอนด์ในงบดุลเหล่านี้กลายเป็นภาระหนักของเฟดและแบงก์พาณิชย์อีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ การขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปในเวลาใกล้เคียงกัน ยังอาจทำให้ตลาดเงินต้องผันผวนไม่น้อยจากการแคร์รีเทรด เพราะส่วนต่างเมื่อเทียบกับแบงก์ชาติอีกหลายแห่งที่ใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ หรือคงอยู่ในระดับต่ำติดเพดานใกล้ 0% ซึ่งจะกระทบต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐและภาคเอกชนตามมา
สหรัฐเองจึงอยู่ในภาวะที่ต้องถอนยาทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งแม้จะไม่สามารถขึ้นได้มากนักเพราะยังมีปัจจัยกดดันอีกหลายด้าน แต่อย่างน้อยที่สุดก็อาจต้องทยอยปรับขึ้นให้สมดุลมากขึ้นได้แล้วในเวลานี้







