
เอกชนเร่งปรับตัว รับมือโลกที่ไม่เหมือนเดิม
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
ประเทศไทยมีข่าวดีเรื่องเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2559 ขยายตัวถึง 3.2% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 2.8% ทำให้ทุกคนเกิดความหวังว่าแนวโน้มในปี 2559 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ถึง 3%
แต่ดูเหมือนว่าความหวังจะกลายเป็นความฝันเสียแล้ว เมื่อเห็นตัวเลขสำคัญๆ ในไตรมาส 2 ออกมาย่ำแย่ โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกเดือน เม.ย.ทรุดหนัก ติดลบถึง 8% รวม 4 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) ติดลบ 1.24% ทั้งนี้ยังไม่รวมปัญหาภัยแล้ง วัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และดัชนีความเชื่อมั่นต่างๆ ที่ลดลง เช่น ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือน เม.ย. อยู่ที่ 85.0 ลดลง จากระดับ 86.7 ในเดือน มี.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.2 ลดลงจากระดับ 98.3 ในเดือน มี.ค.
ปัจจัยลบที่ประเดประดังออกมาในเดือน เม.ย. และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในไตรมาส 2 เชื่อว่าจะไม่สามารถเขย่าขวัญและกำลังใจของนักธุรกิจได้มากนัก เพราะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ตีโจทย์แตกเรื่องเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่มาก กำลังซื้อตกต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง หันมาสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อต้องการเติบโตแข็งแรงและยั่งยืน
แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังคงตกต่ำ แต่เราเห็นบริษัทของคนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งการซื้อกิจการขนาดใหญ่ด้วยเม็ดเงินมโหฬาร การร่วมลงทุนกับพันธมิตรในประเทศนั้นๆ นอกจากนั้นบริษัทหลายแห่งยังได้ขยายธุรกิจขาที่ 2 หรือขาที่ 3 รวมถึงการค้นพบวิธีการลดต้นทุน และการบริหารความเสี่ยงได้สำเร็จ
หนึ่งในวิธีการลดต้นทุนทางการเงิน คือ การเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อนำเงินไปชำระคืนธนาคารพาณิชย์ และยังสามารถบริหารสภาพคล่องได้เหมาะสมกับธุรกิจด้วย เช่น บริษัทลีสซิ่ง ในช่วงที่มีลูกค้ามาขอสินเชื่อน้อยก็ไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ล็อตใหญ่ สามารถทยอยขายตามจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในแต่ละช่วง ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายจำนวนมาก
ส่วนแนวทางการหารายได้และกำไรเพิ่มขึ้น เมื่อพบว่าธุรกิจที่ทำอยู่เดิมติดขัด งานใหม่ออกมาน้อย การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องคิดหาทางรอด ปรับกลยุทธ์ทำธุรกิจใหม่ หากทนทำแบบเดิมเพียงอย่างเดียวอยู่ไม่ได้แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ในเมื่อมีเงินสดในมือจำนวนมากก็ต้องมองหาช่องทางการลงทุน จึงเห็นโอกาสจากการซื้อที่ดินแปลงใหญ่ ซึ่งยังเป็นที่ต้องการของตลาด ของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ราคาที่ดินถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถขายทำกำไรได้ทุกเมื่อ แต่ก็ยังไม่ต้องรีบร้อน รอจังหวะเหมาะขายทำกำไรก้อนโตในอนาคตจะดีกว่า
ความสำเร็จหนึ่งของการปรับกลยุทธ์ของเอกชน สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาส 1/2559 ที่มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 233,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,211 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นก็เพิ่มขึ้นเป็น 24.55% จากระดับ 21.74% สวนทางกับยอดขายรวมที่ลดลง 6.17% ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นเป็น 39,002 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนรวมลดลงมากจากระดับ 14,134 ล้านบาท เหลือเพียง 2,867 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากต้นทุนขายรวมที่ลดลงเหลือจำนวน 1,798,653 ล้านบาท
ขณะที่สุขภาพก็แข็งแรงมากขึ้น สินทรัพย์รวมและส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น แม้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.99 เท่า เป็น 3 เท่า แต่เกิดจากธุรกิจการเงินเป็นสำคัญ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่มี ดี/อี สูงกว่า 8 เท่า ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ รักษาระดับ ดี/อี ใกล้เคียง 1 เท่าเท่านั้น
ปัจจัยแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และนวัตกรรม ส่งผลให้โลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ทุกฝ่ายต้องปรับตัวให้ทัน นับว่าท้าทายความสามารถของธุรกิจไทยเป็นอย่างมาก เชื่อว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่ปรับกลยุทธ์พร้อมนำประสบการณ์ในอดีตมาปรับใช้จะสามารถฝ่าฟันสถานการณ์ยากลำบากนี้ไปได้สำเร็จ !!!







