
เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร โอกาสมีไม่รู้จบ
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
แม้ว่าภาคการส่งออกของไทยในหลายตลาด รวมถึงอาเซียนจะอยู่ในภาวะติดลบอย่างต่อเนื่องนับแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ทว่าในกลุ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างมะพร้าวจากผู้ส่งออกไทยกลับมีอัตราการเติบโตสวนทางตลาดจากความต้องการที่สูงขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศจีน
เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์โพรเซสซิ่ง หรือเอพีเอฟ ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูปภายใต้แบรนด์ ชาวเกาะ รอยไทย วี-ฟิท โปร-ฟิท เป็นต้น เล่าถึงแนวโน้มผลผลิตทางการเกษตรแปรรูปในกลุ่มมะพร้าวของไทยในปัจจุบันที่มีอัตราการเติบโตดีในตลาดโลกจากความต้องการในการบริโภคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผลไม้อย่างมะพร้าวได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากผลวิจัยด้านคุณประโยชน์ของมะพร้าวที่แพร่หลายอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ด้วยน้ำมะพร้าวเป็นแหล่งรวมวิตามิน เกลือแร่สำคัญ หรือน้ำมันมะพร้าวที่ให้ไขมันดีต่อสุขภาพร่างกาย ที่พลิกความเข้าใจเดิมๆ ของผู้บริโภคในอดีตออกไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน
รวมถึงจากการบอกเล่าถึงสรรพคุณของน้ำมะพร้าวผ่านเหล่าผู้มีชื่อเสียง หรือเซเลบริตี้ระดับโลกที่ทำให้ผู้บริโภคคล้อยตามได้เป็นอย่างดี และหันกลับมานิยมบริโภคผลไม้อย่างมะพร้าวกันมากขึ้น เห็นได้ชัดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การส่งออกผลผลิตมะพร้าวจากไทยในภาพรวมเติบโตขึ้นตามไปด้วย
เกรียงศักดิ์ บอกอีกว่า จากกระแสดังกล่าวนี่เองทำให้นับจากนี้ไปบริษัทจะหันมาให้ความสำคัญกับตลาดส่งออกมากขึ้นเพื่อทดแทนกำลังซื้อ หรือตลาดในประเทศที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา
ที่กระทบผู้บริโภคทั้งในระดับล่างที่ไม่มีกำลังซื้อ และระดับกลางที่ยังมีภาระหนี้สินครัวเรือน ทำให้ภาพรวมตลาดในประเทศมียอดขายลดลงในช่วงที่ผ่านมา ทว่าสวนทางกับตลาดส่งออกมะพร้าวที่มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับตลาดต่างประเทศหลักของบริษัทแบ่งออกตามผลิตภัณฑ์ เช่น กลุ่มกะทิ จะมีตลาดหลักๆ อยู่ในยุโรป ผ่านในช่องทางขายร้านอาหารไทย และร้านอาหารอาเซียน ที่ต้องใช้กะทิเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหาร หรือขนมไทย ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จหรือแปรรูปแล้ว เช่น น้ำมะพร้าว หรือเครื่องแกงปรุงรสรอยไทย จะเข้าไปครองตลาดในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นตามลำดับ ซึ่งในประเทศหลังพบว่าผู้บริโภคมีความนิยมรับประทานอาหาร หรือปรุงอาหารไทยในครัวเรือนมากขึ้น
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เมนูอาหารไทยอย่างแกงข่าไก่ หรือแกงมัสมั่นจากไทยได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่ส่งผลให้วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการปรุงอาหารอย่างกะทิจากไทยมีการเติบโตตามไปด้วย” เกรียงศักดิ์ เสริม
พร้อมยอมรับว่า จากการดำเนินกิจการบริษัทในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมานั้น การทำการค้าย่อมเจอกับปัญหาอุปสรรคหลายด้านเช่นเดียวกับผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ อย่างกรณีล่าสุดที่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ในตลาดประเทศยุโรป ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรอย่างมะพร้าวเองก็ไม่ได้มีแค่ไทย แต่ยังสามารถหาได้จากประเทศเวียดนาม หรือเมียนมา เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยก็เริ่มขาดแคลนวัตถุดิบ
จากจุดนี้ไม่ได้ทำให้บริษัทย่อท้อแต่อย่างใดแต่กลับมองเห็นเป็นโอกาสเข้าไปอีก ด้วยการไปเสาะหาวัตถุดิบในประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อได้เปรียบจากค่าแรงที่ถูกกว่า วัตถุดิบที่ยังมีเหลือเฟือ ต้นทุนการขนส่ง รวมถึงสิทธิพิเศษทางการค้าในต่างประเทศ โดยบริษัทได้นำเข้าวัตถุดิบมะพร้าวกว่า 80% ที่มาจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และล่าสุดเมียนมา เพื่อนำมาแปรรูปก่อนทำตลาดเพื่อแก้ปัญหาผลผลิตมะพร้าวในไทยที่เริ่มขาดแคลน
ปัจจุบันพบว่า มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศเหลือเพียง 1 ล้านไร่ จากอดีตเคยมีอยู่กว่า 2.5 ล้านไร่ ขณะที่ราคามะพร้าวหน้าสวนในปัจจุบัน มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 15 บาท/ลูก จากในช่วงขาขึ้นของมะพร้าวเคยมีราคาอยู่ที่ 20-25 บาท/ลูกทีเดียว
เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า จากความต้องการบริโภคสินค้ามะพร้าวแปรรูปในตลาดโลกที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้านการผลิตเพื่อให้สามารถจัดหาวัตถุดิบมารองรับได้เพียงพอ โดยเริ่มมองทำเลฐานการผลิตในประเทศอย่างเมียนมา เพื่อนำวัตถุดิบเข้ามาแปรรูปและทำตลาดส่งออก ซึ่งแผนดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มในปี 2560
โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่และความเป็นไปได้ด้านศักยภาพทำเลในประเทศเมียนมา เพื่อเข้าไปลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าแปรรูปจากมะพร้าวกลุ่มต่างๆ ของบริษัท คาดใช้ทุนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท
พร้อมกับอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการหาทำเลที่จะเข้าไปลงทุน อย่างเมืองมะริด ที่มีความน่าสนใจด้วยเป็นแหล่งปลูกมะพร้าว รวมถึงในพื้นที่ที่มีความสะดวกด้านโลจิสติกส์ บริเวณการค้าชายแดนด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการรับซื้อวัตถุดิบมะพร้าวในเมียนมาก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับแผนดังกล่าว จะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ (เฟส) โดยเฟสแรกจะเป็นการผลิตในลักษณะกึ่งแปรรูป เริ่มจากกระบวนการจัดหาวัตถุดิบแล้วส่งสินค้ากลับมาไทยเพื่อแปรรูปและทำตลาดต่อ ในเฟส 2 จะพัฒนาไปสู่การแปรรูปเนื้อมะพร้าว ส่วนระยะที่ 3 จะเป็นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำกะทิที่มีความเข้มข้นสูง ที่สามารถนำกลับมาเข้ากระบวนการผลิตใหม่ในไทยได้ต่อ เพื่อนำมาบรรจุและทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ในช่วงระยะเวลาการตั้งโรงงานใหม่ของบริษัทในเมียนมานั้น เพื่อให้สอดคล้องกับฤดูกาลจัดเก็บผลผลิตมะพร้าว ในช่วงเดือน พ.ย.-ม.ค. ที่อยู่ภายใต้กรอบการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อัตรา 0% จากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตใน 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม และเมียนมา ซึ่งการเข้าไปลงทุนพร้อมดำเนินการในช่วงดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าตามไปด้วย
หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะผลักดันให้บริษัทมีกำลังการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพื่อรองรับการทำตลาดทั้งในและส่งออก โดยเฉพาะความต้องการสินค้ามะพร้าวแปรรูปประเภทต่างๆ ในต่างประเทศ ที่มีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกระแสการบริโภคน้ำมะพร้าวเพื่อสุขภาพ ความนิยมการรับประทานอาหารไทยที่ต้องใช้วัตถุดิบส่วนผสม เช่น เครื่องแกง กะทิ จากไทย เป็นต้น
นอกจากการวางแผนการผลิตแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาใช้ร่วมกับการดำเนินธุรกิจตั้งแต่อดีต ซึ่งบริษัทถือเป็นองค์กรแรกๆ ที่บุกเบิกสินค้าใหม่ๆ ออกมา อย่างกะทิกล่อง กะทิผง หรือเครื่องดื่มจากข้าว เป็นต้น ที่ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการใช้นวัตกรรมนำตลาดที่ช่วยสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากใช้ความชำนาญของธุรกิจตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่มาจากการเป็นพ่อค้าคนกลางขายมะพร้าวลูกส่งตลาด
ปัจจุบันบริษัทมีตลาดส่งออกหลักในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน พร้อมเตรียมขยายตลาดใหม่ใน ตะวันออกกลาง และรัสเซีย รวมถึงการนำสินค้าแปรรูปแบรนด์ต่างๆ ของบริษัทเข้าไปทำตลาดอาเซียนด้วยเช่นกัน ที่ให้การตอบรับสินค้าจากไทยเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีสัดส่วนส่งออก 70% และในประเทศ 30% ในปีนี้วางเป้าหมายธุรกิจเติบโต 15% จากปีก่อนอยู่ที่กว่า 3,000 ล้านบาท
พร้อมเสริมต่ออีกหนึ่งเทคนิคสำคัญในการนำสินค้าจากไทยเข้าไปทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในชาติอาเซียนที่เอพีเอฟมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญนับจากนี้ ที่นอกเหนือจากให้ความสำคัญด้านการพัฒนาสินค้าต่างๆ ให้มีมาตรฐานแล้ว
การสร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะการรับตราสัญลักษณ์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐอย่าง ไทยแลนด์ ทรัสต์ มาร์ก หรือ ทีทีเอ็ม (TTM : Thailand Trust Mark) จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการกรุยทางตลาดต่างประเทศ







