
ทหารจะตั้งพรรคเหมือน ‘บิ๊กสุ’ แต่ พท.ชนะได้เสียงข้างมาก
นับจากนี้กับอีกหนึ่งปีที่เหลืออยู่ของ คสช. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หนึ่งในทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก
นับจากนี้กับอีกหนึ่งปีที่เหลืออยู่ของ คสช. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หนึ่งในทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก สมัยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ วิเคราะห์ว่าประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะซ้ำรอย แต่ไม่ได้
ก็อบปี้มาแบบตรงๆ เพียงแค่คล้ายๆ แต่ในรายละเอียดอาจจะมีแตกต่างไปบ้าง
เริ่มจากนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอาจจะเป็นทหารก็เป็นได้ คสช.คงต้องมองหาคนที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถืออย่าง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ซึ่งมีอำนาจพิเศษ นอกเหนือจากผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้วยังมีคุณธรรมด้วย เป็นคุณธรรมที่เกือบจะศักดิ์สิทธิ์ และสามารถปกครองได้ท่ามกลางความขัดแย้งสูงมากในกองทัพ
ปัจจุบันสภาพการแข่งขันไม่รุนแรงเหมือนในอดีต เพราะ “บูรพาพยัคฆ์” เหมือนจะสามารถดูแลได้ทั้งกองทัพ ทหารชาวบ้านไม่มีสิทธิเป็นใหญ่เป็นโต แม้จะทำงานรับใช้อยู่แนวหน้า ชายแดน ดังนั้นความไม่พอใจก็มีอยู่ แต่ว่าจะออกมารัฐประหารซ้อนก็หมดยุคนั้นไปแล้ว
“บูรพาพยัคฆ์สามารถถ่ายทอดอำนาจจากรุ่นตัวเองไปสู่อีกรุ่นเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ความขัดแย้งออกมานิดหน่อยตอนตั้ง ผบ.ทบ. มีการรื้อประติมากรรมบางจุด มีการกล่าวหาเรื่องราชภักดิ์แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ แสดงว่าก็มีความขัดแย้งอยู่เหมือนกัน แต่เขาสามารถเกลี้ยกล่อม มีกลไก คงผ่านท่านรองนายกฯ เพราะคงเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาขัดแย้งกันเอง เพราะศัตรูหลักคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะมาขัดแย้งตัวเองก็ต่อเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหายไปหมดแล้ว ความขัดแย้งกันเองถึงจะผุดขึ้นมาก็อาจเป็นไปได้ คุณจะให้ความเป็นธรรมภายในกองทัพยังไง นี่อาจเป็นความขัดแย้งอีกขั้น”
ไกรศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ความเข้มแข็งของกองทัพจะทำให้นักการเมืองที่จะเข้ามาในอนาคตไม่ต่างจากอดีตคือรีบ “กอบโกย” เพราะตัวเองไม่มีอำนาจทำอย่างอื่น แถมไม่จำเป็นต้องหาเสียงประชานิยม เพราะทหารคุมอยู่ สมัยก่อนพรรคกิจสังคม ชาติไทย หรือพรรคอื่น จะทำอะไรได้อย่างไรหากไม่ได้รับอนุญาตจากป๋าเปรม ดังนั้นสภาพัฒน์ก็จะเป็นตัวชี้นำให้ทำ
นู่นทำนี่
อย่างไรก็ตาม สถาบันต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากยุคป๋าเปรม ที่เคยผูกพันทั้งกองทัพ สถาบันกษัตริย์ ข้าราชการ ศาล ป๋าเปรมได้การสนับสนุนจากตรงนี้หมด สมัยนั้นทำอะไรได้ยากหากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ เกือบถาวร ส่วนกระทรวงมหาดไทย กลาโหม คลัง นั้นทหารเข้าไปคุมหมด
ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดพรรคทหารขึ้นมาเหมือนในอดีต ไกรศักดิ์ มองว่า คงหนีไม่พ้นเหมือนสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรม ครั้งนั้นต้องอาศัย พล.อ.ชาติชาย ให้ไปรวบรวมคน ทั้งๆ ที่รัฐประหารล้มรัฐบาล พล.อ.ชาติชายไปแล้ว ก็ยังขอให้มาช่วยตั้งพรรคลับๆ
“ถ้าไปถาม พล.อ.สุจินดา ว่าอะไรที่ทำแล้วคิดว่าทำผิดมากที่สุด เขาคงจะตอบว่า การตั้ง อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าผมพูดไม่ผิด เพราะเขาทำรัฐประหารเสร็จ อานันท์ก็ตั้งเทคโนแครตขึ้นมาทุกตำแหน่ง เขาไม่ได้อะไรเลยสักตำแหน่ง แล้วครั้งนี้จะเป็นทำนองเดียวกันหรือเปล่า แล้วเขาจะยอมหรือ ทุกวันนี้ทำสารพัดอย่าง ไม่มองหน้ามองหลัง มองซ้ายมองขวาเลย ลุยทำนโยบายต่างๆ”
ไกรศักดิ์ มองไปหลังการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยก็คงได้เสียงข้างมาก และเพื่อไทยเขาคงอยากทำให้การรัฐประหารไม่เกิดขึ้นอีกก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็แก้ยาก แต่โลกนี้มีวัฏจักร ดูอย่าง สหรัฐอเมริกาแนวขวาจัด เหยียดสีผิว เหยียดทางเพศ ก็มีคนเชียร์กันหูดับตับไหม้แต่ก็ยังมีกระแสต่อสู้อยู่ อีกด้าน ฟิลิปปินส์ ดูเตอร์เต นี่บอกว่าจะฆ่าคนเป็นหมื่นแล้วไปทิ้งทะเล ไม่ว่าจะผิดถูกยังไงก็มีคนชอบ ไปด่าพระ ด่าบาทหลวงเป็นลูกโสเภณี คนก็ยังนิยม
ทั้งนี้ ประชาธิปไตย ไม่ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่แต่สร้างวัฒนธรรมซ้อน ไม่ใช่เสรีภาพแบบบริสุทธิ์ แต่เป็นเสรีภาพแบบลำเอียงเกิดขึ้นมาประชาชนเลยสับสน
ไกรศักดิ์ ยังเปรียบเทียบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยก็เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับป๋าเปรม หรือบางคนบอกเหมือนสมัย พล.อ.ถนอม กิตติขจร ด้วยซ้ำ เพราะวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง ไม่มีสิทธิชุมชน มีแต่เขียนบันทึกไว้เฉยๆ แต่ไม่มีข้อปฏิบัติ
ขณะที่โครงสร้างการเมือง ถ้ารัฐบาลหน้ามาจากการเลือกตั้งแล้วได้เสียงข้างมากสามารถตั้งนายกฯ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมวุฒิสภาได้ เพราะวุฒิสภาแต่งตั้งโดยการรัฐประหาร สุดท้ายมันจะเกิดขึ้นเหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งวุฒิสภาเกือบครึ่งแต่งตั้งโดยป๋าเปรม ทำให้หลายเรื่องที่ สว.ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ก็ทำอะไรไม่ได้ เช่นการจะไปผูกมิตร ยุติสงครามกับเขมร หรือการมีกฎหมายเพื่อยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อก็ทำไม่ได้ รวมทั้งทำให้ข้าราชการประจำวิ่งไปพึ่งวุฒิสภา ไปพูดใส่ร้ายป้ายสี ให้ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ เพื่อให้ถล่มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ไกรศักดิ์ อธิบายว่า ต่อมาหลังวุฒิสภาหมดวาระไปครึ่งหนึ่งทำให้รัฐบาลสามารถตั้งคนขึ้นไปทำหน้าที่ มีทั้งเอ็นจีโอ อาจารย์ หัวหน้าแรงงาน สหภาพแรงงาน ถึงทำให้สามารถผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42) ได้
ดังนั้น ต่อไปสมมติว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อาจอึดอัดถ้ามีความเห็นขัดแย้งกับ สว. และต้องเถียงกันไปไม่จบ กฎหมายก็ผ่านไม่ได้ กฎระเบียบธรรมดาก็อาจไม่ผ่าน ความขัดแย้งในสภาก็จะยืดเยื้อแน่นอน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีหลายเรื่องที่ดีกว่าฉบับมีชัยมาก คสช. น่าจะนำฉบับนี้มาบังคับใช้







