
ผนึกแน่นใช่นิจนิรันดร์ ปรับแปรผันคือเที่ยงแท้
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
บางคนบางกลุ่มเชื่อว่า Solidarity is Eternity
แปลเป็นไทยว่า “ผนึกแน่นคือนิจนิรันดร์” มีความหมายถึงความมั่นคงถาวรของสังคมจะเกิดขึ้นได้ ถ้าสังคมนั้นมีความเข้มแข็งอันเกิดจากความเป็นปึกแผ่นแนบแน่น เป็นต้นว่ามีความสามัคคี หรืออยู่ในระเบียบวินัย หรือหากจะมองในแง่การเมืองการปกครอง ก็คือการคิดเห็นให้เหมือนๆ กัน เชื่อให้เหมือนๆ กัน ภายใต้ระบอบการปกครองอันเดียวกัน หรือการปกครองโดยคนหรือกลุ่มที่เป็นพวกเดียวกัน
ราว ค.ศ. 1990 มีทฤษฎีการเมืองทฤษฎีหนึ่งอันเป็นที่นิยมศึกษากันพอควร นั่นก็คือ Chaos Theory อาจจะแปลเป็นไทยได้ว่า “ทฤษฎีแห่งความปั่นป่วน” สาระของทฤษฎีนี้ก็คือ การเมืองคือสภาพของการต่อสู้แข่งขันทางอำนาจที่ไม่อยู่นิ่ง และไม่สามารถบังคับให้สงบนิ่งได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะปรับตัวให้เข้ากับสภาวะต่างๆ ทางการเมืองนั้นอย่างไร หรือพยายามที่จะปรับสภาวะทางการเมืองให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้มากเท่าไร ซึ่งเป็นความเชื่อที่ประยุกต์มาจากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ในวิชาฟิสิกส์ นักรัฐศาสตร์บางท่านจึงเรียกแนวทางในการศึกษาการเมืองแนวทางนี้ว่า “ฟิสิกส์การเมือง”
วิชาฟิสิกส์เกิดขึ้นในยุคแสงสว่างแห่งปัญญาที่ยุโรป ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 ร่วมกับวิชาอื่นๆ ด้วยปรากฏการณ์ร่วมกันอย่างหนึ่ง ก็คือ “การยอมรับในหลักของการใช้เหตุผล การศึกษาจากปรากฏการณ์จริง และศึกษาในสิ่งที่จับต้องมองเห็นหรือสัมผัสได้” อันเป็นกระบวนการที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้านี้ซึ่งยังใช้ “การศึกษาผ่านจิตวิญญาณ” อันได้รับอิทธิพลมาจากวิธีการของศาสนาที่ครอบงำความคิดมากว่า 1,000 ปี โดยที่ฟิสิกส์จะศึกษาเกี่ยวกับสสาร ความร้อน แสง เสียง อากาศ กลศาสตร์ ดาราศาสตร์ และอื่นๆ อีกมาก จึงเป็นวิชาที่มีขอบเขตการศึกษาค่อนข้างมหึมา เรียกว่าศึกษาไปทุกอณูของสรรพสิ่ง ตั้งแต่สิ่งที่เล็กที่สุด (ตอนนี้เรียกว่า “สสารเริ่มต้น” ในชื่อ Higgs Boson ที่ก็ยังศึกษาไม่จบสิ้น) ไปจนถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุด (คือ จักรวาลหรือเอกภพ มาจากคำเดียวกันในภาษาอังกฤษคือ Universe ที่ยังต้องศึกษาต่อไปอีกมาก)
สำหรับวิชาฟิสิกส์การเมืองเริ่มแรกเกิดจากแนวคิดที่มองว่า “การเมืองคือวิทยาศาสตร์ทางสังคม” ที่มีการศึกษากันมากในยุคแรกๆ นั้นก็คือ Bio-Politics หรือ “ชีววิทยาการเมือง” ที่มองการเมืองเหมือนสิ่งมีชีวิต มีการเกิด การเจริญเติบโต พัฒนาการ การกลายพันธุ์ และการสูญสลาย คล้ายดั่งพืชและสัตว์ทั้งหลาย
ส่วนฟิสิกส์การเมือง (Physics Politics) เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของการศึกษาการเมืองในแนวพฤติกรรมนิยม ที่มีการศึกษากันในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจุดกำเนิด ซึ่งในแนวคิดของพวกพฤติกรรมนิยมเชื่อว่าการเมืองเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกของมนุษย์นั้นเป็น “ตัวควบคุม” หรือสิ่งที่กำหนดให้มนุษย์ต้องแสดงออกซึ่งบทบาทต่างๆ ทางการเมือง ซึ่งคือ “การแบ่งสรรสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม” อันเป็นนิยามศัพท์ของรัฐศาสตร์สมัยใหม่
“การแบ่งสรรสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม” ประกอบด้วย “กิจกรรม” หรือการกระทำ 4 ส่วน คือ “แบ่งอะไร แบ่งให้ใคร ใครเป็นผู้แบ่ง และแบ่งอย่างไร” โดยที่ “แบ่งอะไร” จะหมายถึงสิ่งที่ทุกคนมีความต้องการร่วมกัน เช่น ความอยู่รอดปลอดภัย ความเสมอภาคเท่าเทียม การดูแลจากรัฐ ฯลฯ ส่วน “แบ่งให้ใคร” ก็คือประชาชนในรัฐนั้นมีหลายพวกและมีจำนวนที่แตกต่างกัน รัฐจึงควรจะต้องดูแลให้เกิดความยุติธรรม โดย “ผู้แบ่ง” ก็คือรัฐ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ (หรือยึดอำนาจ) ให้ทำหน้าที่ตรงนี้ และส่วนสุดท้ายที่นักรัฐศาสตร์เห็นว่ามีความสำคัญที่สุด คือ “แบ่งอย่างไร” อันเป็นที่มาของระบอบหรือวิธีการการปกครองในรูปแบบต่างๆ คือ ถ้าแบ่งด้วยการผูกขาด คิดเอง ทำเอง ของผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว เราก็จะเรียกระบอบนั้นว่าเผด็จการ หรือถ้าแบ่งด้วยการร่วมปรึกษาหารือระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง ก็จะเรียกว่าประชาธิปไตย อย่างนี้เป็นต้น
ฟิสิกส์การเมืองได้ทำให้การศึกษาพฤติกรรมการเมืองสามารถลงรายละเอียดไปใน “ระดับความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจ” กล่าวคือไม่เพียงแต่จะศึกษาว่าใครจะมาแบ่งอะไรให้ใครและอย่างไรเท่านั้น แต่ฟิสิกส์การเมืองจะทำให้เรามองเห็น “สภาวะธรรมชาติของการเมือง” ว่ามีส่วนประกอบที่ต้องศึกษาร่วมกันมากมาย ตั้งแต่สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “ผลประโยชน์ทางการเมือง” ไปจนถึงสิ่งใหญ่ๆ ที่เรียกว่า “สถานการณ์ทางการเมือง” ซึ่งมีการค้นพบว่ามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนวุ่นวาย ปั่นป่วน และไม่อยู่นิ่ง รวมถึงมีการปะทะหรือกระทบกันอยู่โดยตลอด อย่างที่เรียกว่า Chaos โดยที่ไม่อาจจะมีใครคาดเดาหรือควบคุมได้
Chaos Theory ไม่เชื่อว่าสภาวะทางการเมืองใดๆ ที่สามารถจะคงอยู่ตราบนิจนิรันดร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งยังควบคุมได้ยาก สิ่งที่มนุษย์จะสามารถทำได้ ก็คือ เรียนรู้สภาพความปั่นป่วนวุ่นวายของพฤติกรรมการเมืองทั้งหลาย ว่ามีรูปแบบที่จะเป็นไปได้อย่างไรบ้าง แล้วปรับตัวมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยหรือเติบโตก้าวหน้าไปได้ ตามภาวะที่อาจจะเกิดขึ้นได้เหล่านั้น หรืออย่างเก่งที่สุดก็คือ “สร้าง” หรือ “ปรับ” สภาวะทางการเมืองให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ ซึ่งอาจจะไม่ได้ตามที่ต้องการนั้นทั้งหมด
แม้แต่พระเจ้าก็ไม่สามารถกำหนด Road Map อะไรได้!







