posttoday
คสช.ทำประเทศถอยหลังเสี่ยงขัดแย้งซ้อนขัดแย้ง

คสช.ทำประเทศถอยหลังเสี่ยงขัดแย้งซ้อนขัดแย้ง

29 พฤษภาคม 2559

การที่ คสช.​มองอะไรเหมือนคนตาบอด ฟังแต่เสียงคน ใกล้ชิดอำนาจ ไม่ฟังเสียงคน แล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อน

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม  ธนพล บางยี่ขัน

“การที่ คสช.​มองอะไรเหมือนคนตาบอด ฟังแต่เสียงคน ใกล้ชิดอำนาจ ไม่ฟังเสียงคน แล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อน มันไม่ใช่จะทำให้ประเทศชาติถอยหลังเพียงอย่างเดียว แต่จะสร้างความขัดแย้ง ในอนาคตที่ไม่สามารถปรองดองได้อีกเลย ถ้ายังมีอำนาจต่อไป”กว่า 2 ปีกับการบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมีให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง กว้างขวางและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร้อนจนองค์กรนานาชาติต้องหันมาจับตาเป็นพิเศษ โจทย์ใหญ่อย่างเรื่อง “ปรองดอง” นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังอาจกำลังจะถอยหลัง

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)​ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์สถานการณ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญแสดงความเป็นห่วงต่อท่าทีของ คสช.ในเวลานี้หลายเรื่อง

ไกรศักดิ์ มองว่า ในช่วงที่ คสช.ตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ มีนายพลนั่งอยู่ในนั้น 3 คน เขามีโอกาสไปพูดคุยด้วยในฐานะกรรมการสิทธิฯ ร่วมกับ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ โดยเสนอว่าไม่ควรสร้างความขัดแย้งเพิ่มจากการรัฐประหาร ไม่ควรใช้ทหารในรูปแบบที่ดูเหมือนเข้าข้างฝ่ายผลประโยชน์ บริษัทขุดเหมือง ขุดทอง แต่ควรจะเป็นฝ่ายปกป้องชาวบ้านจากการใช้ความรุนแรง

ทว่า หลังจากที่กรรมการชุดนั้นพอจะเริ่มเข้าใจก็ไปยุบ นายพลที่เข้าใจก็ขับออกไปหมด เหลือแต่คนที่ใกล้ชิด แล้วไม่ส่งข่าวร้ายให้ สิ่งนี้ทำให้ความปรองดองในประเทศล้มเหลว สิ่งที่ควรจะทำได้ ประสบการณ์ จากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.​) คนเก่าๆ รู้ดี ​แต่กลับไปเอาตำรวจ ทหารเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่หมด สิ่งที่เคยศึกษาก็หายไป นอกจากไม่สามารถปรองดองได้แล้วยังจะเกิดความขัดแย้งเชิงซ้อนขึ้นมาอีก ​

“ที่ผ่านมาความขัดแย้งแบ่งง่ายๆ ระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง ซึ่งลงเอยกันไม่ได้ เพราะไม่มีความยุติธรรม แต่ละฝ่ายบอกไม่มีความยุติธรรมแล้วจะสร้างความยุติธรรมยังไง เหตุการณ์​ที่ร้ายที่สุดก็ไม่เดิน คอร์รัปชั่นก็ไม่เดิน รัฐประหารบอกว่า 8 แสนล้านบาทหายไปเพราะจำนำข้าว ตอนนี้กลายเป็น 5 แสนล้านบาท กลายเป็น 2.5 แสนล้านบาท ลดไปทุกวัน คดีก็ไม่เดิน

“ถ้าเราสามารถเร่งความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม เพื่อให้เห็นว่าเรามีรูลออฟ ลอว์ มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นธรรมในการรัฐประหาร แต่ที่ผ่านมาไม่เกิดขึ้น เด็กออกมาประท้วงไม่กี่คนก็จับทันที ดคี 112 ก็ขึ้นศาลทหารทันที ใครจะมาพูดเชิงลบเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ก็ออกกฎหมายมาลงโทษ”

ไกรศักดิ์ ประเมินว่า ภาพพจน์ที่แย่ที่สุดคือ กรณีอุยกูร์ที่รัฐบาลอนุญาตให้ตำรวจ กองทัพจาก ประเทศจีน เข้ามาในประเทศไทยหลายร้อยคน มาจับกุมชาวอุยกูร์ จับใส่กุญแจ ครอบหัวไอ้โม่งดำขึ้นเครื่องบินส่งไปประเทศจีน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ประเทศ​ไทย

ผู้ลี้ภัยจากเขมรเป็นแสน จากลาวเป็นหมื่น ก็ต้องเปิดประตูให้อยู่ไม่เคย​อนุญาต​ให้ทหารเมียนมาจับกลุ่มกะเหรี่ยง หรือส่งกลับ

สาเหตุที่เราตัดสินใจเช่นนี้เพราะเราจะเป็นพันธมิตรกับจีน สะท้อนว่าคนที่ใกล้ชิดรัฐบาลนี้ไม่ค่อยมีปฏิภาณ​ในระบบสากลเพียงพอ ทำอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะตลาดที่ใหญ่สุดของเราอยู่ที่สหรัฐ ยุโรป การท่องเที่ยวอาศัยตะวันตกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์​มีจีนแบ่งไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ในตอนนี้

อีกมุมที่ต้องจับตาคือ ยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะต้องย้อนไปถาม คสช.ว่า หมายความว่าอย่างไร ทั้งการลดภาษีเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทต่างๆ การตั้งประชารัฐให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาดมาเป็นตัวแทน ซึ่งบริษัทเหล่านี้คุ้นเคยต่อการบริหารในรูปแบบการกอบโกยกำไร จนเราเห็นว่าป่าหายหมดแล้วกลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อไปทำอาหารสัตว์​

“บริษัทใหญ่คุณไม่ต้องไปอุ้มมันหรอกเพราะเขาอยู่ได้อยู่แล้ว ทุกยุคสมัยเข้าไปประคับประคองจนจะลอยฟ้า มิหนำซ้ำ จากข้อมูลที่เขาได้บริษัทผูกขาดเหล่านี้จะไปเปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ​ใน 10 กว่าจังหวัด โดยประกาศไปแล้วที่ จ.ตาก ว่าจะเอาประชากรออกหมดจะเอาพื้นที่ทำมาหากินของคน 3-4 ชั่วอายุคน ​ไปทำเป็นเขตอุตสาหกรรมให้ต่างชาติมาลงทุน ​แล้วใช้แรงงานถูกจากเมียนมา แล้วส่งสินค้าไปเมียนมา

“...ผมว่าไม่มีเหตุผลเลยถ้าทำอีกที่ จ.สระแก้ว ทำอีกที่อื่นๆ จนกระทั่งให้ครบ 10 จังหวัด​ 8 แสนไร่ทั้งหมด ผมว่าเป็นประเด็นแรกที่จะสร้างความขัดแย้งในระดับชาติ​ ลงไปภาคใต้ก็ลุกเป็นไฟ ไม่ว่าไปที่ไหน สงขลา ก็ไปกดดันชาวบ้าน ใช้ระบบกดดันชาวบ้านเสียจนไม่กล้าประชุมต่อต้านโรงไฟฟ้า ถึงแม้จะไปตั้ง 2 โรงที่นั่น โรงละ 600 เมกะวัตต์”

ต่อเนื่องด้วยการจะสร้างท่าเรือ​ออกไป 4 กม. เพื่อขนถ่านหินจากอินโดนีเซียเข้ามา เช่น เดียวกับที่ จ.กระบี่ สตูล ที่ทำท่าเรือน้ำลึก ซึ่งจะไปทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างเสร็จเมื่อไหร่ชาวบ้านก็เจ๊งเมื่อนั้น วิถีชีวิตเขาจะสลายตัวอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ที่จะไปจับปลาทำมาหากินก็จะน้อยลง

​สำหรับ จ.สตูล ขณะนี้ มี 2-3 หมู่บ้านบอกว่าต้องเตรียมย้ายออกเพราะจะทำรถไฟทางคู่เพื่อเป็นแลนด์บริดจ์​ 2 เมตรผ่านหน้าบ้าน เวนคืนแค่ตารางวาละ 125 บาท เขาบอกย้ายมาอยู่ร้อยกว่าปี นี่จะไปล้มภูเขาสองลูก เอาดินหินมาทำท่าเรือน้ำลึกสตูล

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า จ.สตูล ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 รับรองโดยยูเนสโก ​แต่กลับมีการอนุมัติสร้างท่าเรือน้ำลึกไปแล้วห่างจากมาเลเซีย 2 กม.เท่านั้น ​ตรงนี้ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมนโยบายที่จะมีทั้งโรงเผาขยะถ่านหินเกือบ 8 โรง ที่เชื่อว่าอาจจะลงสุราษฎร์​ โดยเข้าใจว่าผู้นำแถวนั้นอาจจะต้องการ ตรงนี้ไม่แน่ใจ และยังมีโรงเผาขยะที่จะทำทุกจังหวัดอย่างน้อย 50 กว่าจังหวัด โดยไม่ต้องผ่าน EIA ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว  

“ตรงนี้คือยุทธศาสตร์ที่คิดกันใหญ่โตที่พิจารณาใหม่ไม่ได้แล้วหรือ จะต้องเอายุทธศาสตร์นี้ไปให้สำหรับวุฒิสมาชิกเดินต่อ บังคับทุกรัฐบาลให้เดินตามนี้หรือเปล่า”

อีกทั้งยังเห็นมีการออกกฎหมายว่าต้องไปสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินที่ จ.นราธิวาส เพื่อให้ชาวบ้านมีความสุข จะได้ไม่มีความขัดแย้ง​ ซึ่งต้องถามกลับว่าได้ไปถามชาวบ้านหรือยังว่าต้องการโรงไฟฟ้าหรือเปล่า อ.เทพา ห่างจาก จ.ปัตตานี แต่ที่มหาวิทยาลัยปัตตานียังเดินขบวนต้านเพราะควันไปถึง

“ผมคิดว่าทุกยุทธศาสตร์ ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมทางวิชาการ นักธุรกิจของทั้งกลุ่มขนาด​ใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ​นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม ​พรรคทางเลือกใหม่ ที่สามารถล็อบบี้เสียงตัวเอง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบกระเทือนโดยตรง คุณจะบอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ได้ไง”

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะนำไปสู่ความขัดแย้งอีกขั้น เป็นความขัดแย้งที่ซ้อนไปอีกชั้น ซ้ำเติมปัญหาเดิมในอดีตที่ยังแก้ไม่ได้ กลายเป็นความขัดแย้งที่ลงไปในระดับพื้นที่ที่รุนแรงกว่าเดิม

​สิ่งที่เขาประสบความสำเร็จที่สุดคือเขาพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ ถ้าเขามีสิทธิ ยกตัวอย่าง จ.กระบี่ ไม่เอาถ่านหิน แต่ว่าเขามีทางเลือกดีกว่าถ่านหิน ​ได้ประโยชน์​สำหรับพื้นที่ คือไฟฟ้าจากชีวมวล โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม สามารถผลิตเป็นรายได้ท้องถิ่น และสามารถส่งไปขายที่ จ. นราธิวาส นครศรีธรรมราช และจังหวัดอื่นๆ ​แต่เขาให้ทำแค่ 37% ทั้งที่เขามีความพร้อมที่จะทำ 170 -200% ถ้าให้เขาได้ทำ รวมทั้งผลิต จากแสงอาทิตย์​ก็อยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าทำได้และไม่มีมลพิษมาทำลายสิ่งแวดล้อม ​

“พล.อ.ประยุทธ์​ พล.อ.ประวิตร จะรู้ไหมเรื่องนี้ เพราะความคิดเห็นของเขามาจากกระทรวงพลังงาน มาจากปลัดที่นั่งอยู่ในบอร์ดของอีแกต ที่มีการลงทุนถ่านหินอยู่ที่อินโดนีเซียแล้วขายไม่ออก ก็มาผลักดันให้ชาวบ้านรับเรื่องนี้”

ไกรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นโยบายหลายเรื่องดูเหมือนจะไปเอาอกเอาใจนายทุนขนาดใหญ่เพื่อให้เขาเข้าข้างตัวเอง เพื่อหลุดออกจากความหวังว่าต้องไปพึ่งทักษิณอีก ​​เช่น อยากได้ที่ดินหรือ เอาไปเลย 99 ปี เดี๋ยวให้เลย อยากเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ เดี๋ยวไปไล่คนออกเอง ไปเวนคืน ไม่ต้องไปซื้อด้วย  

“ผมเป็นห่วงว่าประวัติศาสตร์มันไม่ซ้ำรอย โครงสร้างเหมือนดูคล้ายกันมาก เราก็ประเมินได้ว่าปัญหาที่จะตามมาคืออะไร คือ ประชาธิปไตยท้องถิ่นหรืออำนาจของประชาชน มันหายไปในพริบตา แต่คุณจะกระทำอะไรต่อประชาชนเหมือนในอดีตโดยที่เขาไม่ฟ้องร้อง ไม่โวย หรือไม่ต่อสู้ก็ไม่ได้อีกแล้ว วันนั้นที่จับคนใส่ถัง คุณไปทำท่าเรือน้ำลึกที่ชลบุรี มาบตาพุด คนยังไม่รู้สิทธิของตัวเองด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น แต่วิธีคิดของผู้นำยังเป็นอย่างนั้น”

ไกรศักดิ์ ประเมินว่า คสช.ยังคิดไม่ทะลุ อย่างเงื่อนไขต่างประเทศจะไปอยู่กับรัสเซีย เศรษฐกิจรัสเซียก็ล่มจม ถามว่าคุณจะเอาเศรษฐกิจรัสเซียมาแบกตลาดแค่ตลาดปลากระป๋องอย่างเดียว แทนสหรัฐหรือจีนได้ไหม ก็ไม่ได้ จีนก็เป็นคู่แข่งขันกับเราอยู่แล้ว

“เขาคิดไม่ทะลุ ขาดนิดเดียวคือเอาคนจากป๋าเปรม เอามีชัยมาร่างรัฐธรรมนูญ เอาคนจากอดีตมาคละกันอยู่ เดินแทบจะชนกัน เอาทหารหนุ่มที่ไม่เคยทำอะไรมาก่อนมาเดิน ธุรกิจก็ไปเอาพวกตัวเองเข้ามา เอาลูกชายธุรกิจยักษ์ใหญ่เข้ามาได้แค่นี้หรือ ​มันก็คือการสร้างการขัดแย้งอีกชั้น”

ไกรศักดิ์​ มองว่าท่ามกลางความมืดก็ยังมีแสงสว่าง อย่างการที่รัฐบาลยกเลิกสัมปทานเหมืองทองคำ แม้จะเป็นเพียงแค่นโยบาย ที่ยังไม่เห็นโครงสร้างที่แท้จริง แต่ปัญหาการละเมิดสิทธิที่จะแก้ปัญหาเหมือนสมัยทักษิณ คือ ใครโผล่มาฆ่าเรียบก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนสมัยนั้น”

“ผมเป็นห่วงว่าถ้าเดินต่อไปเรื่อยๆ ในแนวนี้ จะต้องใช้การเผด็จการสูงขึ้นเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดังนั้นควรจะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ วิธีเดียวก็คือต้องให้คนมีปากมีเสียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เองอาจไม่ต้องลงมา เพราะไม่ค่อยฟังคนอยู่แล้ว แต่อาจต้องมีกลไกให้คนได้แสดงความคิดเห็นบ้าง กลไกที่ว่าก็คือรัฐสภา”

ไกรศักดิ์​ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการรวมศูนย์อำนาจทางการเมือง ทำให้ประชาชนยอมตายออกมาประท้วงเกิดพฤษภาทมิฬ จนต่อมามีการคลี่คลายให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เศรษฐกิจอาจจะยังอยู่ที่ กทม. แต่ปัจจุบันกลับมีการรวบอำนาจการเมืองกลับคืนมาแถมบอกห้ามกระจายอีก

“นี่หรือคือการปฏิรูป เป็นการถอยหลังมากกว่าคำว่าปฏิรูป หมายถึงการหมุนเวียนไปข้างหน้า แต่ดู คสช.ยังไม่สามารถหาคำว่าปฏิรูปได้เจอในพจนานุกรมของ คสช.

“...การที่ คสช.​มองอะไรเหมือนคนตาบอดฟังแต่เสียงคนใกล้ชิดอำนาจ ไม่ฟังเสียงคน แล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อน มันไม่ใช่จะทำให้ประเทศชาติถอยหลังเพียงอย่างเดียว แต่จะสร้างความขัดแย้งในอนาคตที่ไม่สามารถปรองดองได้อีกเลย ถ้ายังมีอำนาจต่อไป” ไกรศักดิ์ กล่าวสรุป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท