
หวัง 5 ปี ไทย สู่ ‘Major Global Startup Hub’
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ ถือเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล หากประสบความสำเร็จคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ (คพน.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2559 มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ National Campaign“Startup Thailand” ขึ้น เพื่อแสดงจุดยืนของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ด้วยการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงความคืบหน้านโยบายการขับเคลื่อนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ว่า กระทรวงได้จัดทำโครงการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในปี 2559 หลากหลายรูปแบบ โดยการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค.ที่ผ่านมา กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ทั้งในกลุ่มไอซีที การเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว เชื่อมั่นว่าจะส่งผลให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ในประเทศไทย 4,000-5,000 ราย ในสิ้นปี 2559 และปี 2560 คาดว่าจะมีจำนวน 1 หมื่นราย ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท ในปี 2560
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพและนักลงทุนที่จะสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยกระทรวงการคลังออกกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ มีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 597 และ 602 พ.ศ. 2559 โดยฉบับแรก พ.ร.ฎ.ฉบับที่ 597 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.บริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) หรือ VC 2. บุคคลที่ลงทุนในธุรกิจ VC และ 3.ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน โดยเงินปันผลและรายได้จากการโอนหุ้น (แคปปิตอล เกน) ไม่ต้องเสียภาษีเป็นเวลา 10 ปี
ฉบับสอง พ.ร.ฎ.ฉบับที่ 602 จะยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้แก่ผู้ประกอบการใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการประกอบกิจการ รวมถึง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นระยะเวลา 5 ปี โดย 2 พรฎ.จะเข้ามาส่งเสริมธุรกิจ VC ผู้ลงทุนใน VC เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ
“เชื่อมั่นว่าหลังจากนี้ไปจะมี VC จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำนวนมาก รวมถึงดึงดูดให้ VC จากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในไทย” พิเชฐ ระบุ
รวมทั้งภาครัฐได้ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพผ่านเงินกองทุนของธนาคารรัฐ 3 แห่ง วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท รวมถึงมีกองทุนเสริมสร้างขีดความสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะมีผลดำเนินการในปีนี้
รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังจัดทำเขตชุมชนสตาร์ทอัพใหม่จำนวน 2 แห่งในปี 2559 ทั้งที่ย่านสยามสแควร์และย่านถนนนิมมานเหมินทร์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะมีย่านชุมชนสตาร์ทอัพของภาครัฐจำนวน 4 แห่ง ภาคเอกชนลงทุนจำนวน 4 แห่ง และมีแผนร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เพื่อจัดทำศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่จำนวน 20-30 แห่งภายในปีนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในประเทศไทยประมาณ 1,000-2,500 ราย
“กระทรวงมีเป้าหมายระยะยาว 5 ปีข้างหน้า ว่าหลังจากการปรับปรุงกฎหมายต่างๆ การจัดทำย่านนวัตกรรมสตาร์ทอัพได้แล้วเสร็จ จะส่งผลให้สตาร์ทอัพแต่ละสาขามีศักยภาพและแข็งแกร่งมากขึ้น เช่น สาขาอาหาร เกษตร และสุขภาพ เป็นต้น รวมทั้งทำให้ประเทศไทยเป็น Major Global Startup Hub และมีความน่าลงทุนมากที่สุด”
เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 1 ใน 12 คณะทำงานสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และวิสาหกิจเพื่อชุมชน กล่าวว่า สตาร์ทอัพเป็นการสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ที่แตกต่าง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกตอนนี้ รัฐบาลแต่ละประเทศปรับตัวไม่ทัน รวมถึงประเทศไทยที่ปรับตัวช้ามาก โดยเฉพาะกฎหมาย กฏระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจใหม่เหล่านี้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเร่งเข้าไปดูกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องและเอื้อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เพียงแต่ต้องกำกับดูแลไม่ให้สินค้าและบริการที่เกิดขึ้นมีภัยต่อสุขภาพ เป็นต้น
“แนวทางต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงการตั้งคณะทำงานประชารัฐเพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพถือว่ามาถูกทางแต่ต้องใช้เวลา เพราะเป็นเรื่องใหม่ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน รัฐ เอกชน สถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันการศึกษาต้องตื่นตัว ปรับวิธีการเรียน การสอนใหม่ เพื่อสร้างผู้ประกอบการ ที่ผ่านมาเรามุ่งสร้างแต่ผู้บริหาร เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดสตาร์ทอัพขึ้นในประเทศไทย” เสาวณีย์กล่าว
ล่าสุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับศิษย์เก่าและชมรม IOIC (Intania Open Innovation Club) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ใช้พื้นที่ของจุฬาฯ ย่านสยามสแควร์และจามจุรีสแควร์ รวมถึงศูนย์การเรียนรู้น่าน สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มดิจิทัลสตาร์ทอัพ
บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ได้นำเสนอการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เพื่อผลักดันสังคมไทยสู่เศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความคิดสร้างสรรค์ที่จะฉุดประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมของอาจารย์และนิสิตเข้ากับทักษะทางธุรกิจและการลงทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบของสตาร์ทอัพ โดยอาศัยการเปิดพื้นที่ของจุฬาฯ ทั้งใจกลางกรุงเทพฯ และที่ศูนย์การเรียนรู้ในต่างจังหวัดเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
นี่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพของไทย จากรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม กรณีของ Grab Bike ที่ถูกกรมการขนส่งทางบกห้ามให้บริการนั้น ถือเป็นกรณีศึกษาที่กฎระเบียบของภาครัฐไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจใหม่ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อจะได้ไม่เป็นการปิดกั้นธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความสร้างสรรค์ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต







