
วางตัวให้เป็นกลาง
คําสั่งและนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างความกังวลใจต่อประชาชนในพื้นที่ว่าภาครัฐจงใจกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมปิดกั้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน โดยเฉพาะกับฝ่ายต่อต้านการลงทุนของรัฐในแต่ละโครงการ
คําสั่งและนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างความกังวลใจต่อประชาชนในพื้นที่ว่าภาครัฐจงใจกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมปิดกั้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน โดยเฉพาะกับฝ่ายต่อต้านการลงทุนของรัฐในแต่ละโครงการ
กรณี พล.ต.วิรัชช์ กมลศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ทำหนังสือราชการถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยเขตหาดใหญ่ ให้ทำความเข้าใจกับคณาจารย์ที่ร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงเจตนากดดันและคุกคามเสรีภาพทางวิชาการอย่างโจ่งแจ้ง
แม้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 จะส่งตัวแทนไปขอโทษและทำความเข้าใจกับเครือข่ายภาคประชาชนและทางมหาวิทยาลัยในภายหลัง กองทัพควรตระหนักต่อบทบาทอย่างเคร่งครัดไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะในโครงการลงทุนซึ่งมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องมหาศาล
จริงอยู่ว่าภาครัฐจำเป็นต้องเร่งผลักดันการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จำเป็นอีกเช่นกันที่ต้องลดข้อเคลือบแคลงสงสัย คลายความกังวลใจต่อผลกระทบที่อาจจะตามมาในภายหลัง
ฉะนั้นการทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ นอกจากต้องมีความเป็นกลาง ยืนเคียงข้างผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ทหารจะต้องไม่นำตัวเองไปเป็นคู่ขัดแย้งของปัญหา ต้องไม่วางตัวเป็นคู่กรณีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และที่สำคัญอย่างยิ่งต้องไม่เข้าไปเป็นแกนหลักในการใช้กระบวนการที่ไม่ตรงไปตรงมา
การดำเนินนโยบายความมั่นคงต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของชาติ และนโยบายดังกล่าวต้องไม่ถูกนำไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองอันมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนที่พยายามผลักดันโครงการบางโครงการ และต้องการเปลี่ยนขั้วผลประโยชน์ในการเข้าใช้ฐานทรัพยากร
อย่างไรก็ตาม การปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่ขนานการดำเนินโครงการลงทุนให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย แต่หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นกลางและส่งสัญญาณไปในทิศทางสนับสนุนโครงการอย่างโจ่งแจ้ง อาจเป็นการเปิดช่องให้มีการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจากในหลายพื้นที่มีเหตุการณ์ผู้มีอิทธิพลใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายตรงข้าม เช่น กรณีการก่อเหตุยิงแกนนำต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา หรือกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้อาวุธข่มขู่ชาวบ้านกลุ่มได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำ จ.พิจิตร ฯลฯ
ดังนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องเป็นตัวกลางและใช้ข้อมูลวิชาการเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อให้การดำเนินโครงการมีความรอบด้าน เกิดการยอมรับอย่างแท้จริง ไม่ใช้ภาพทหารไปในลักษณะทำสงครามข้อมูลข่าวสารให้เกิดความไขว้เขว สร้างความหวาดกลัว
ฉะนั้นแล้ว ผู้บังคับบัญชาในกองทัพควรต้องสั่งการเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้การดำเนินการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลถูกบิดเบือนไปในทิศทางเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องไม่มีการดำเนินการขัดต่อหลักการธรรมาภิบาล หรือใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใส
ทางที่ดีฝ่ายความมั่นคงควรเปิดเวทีกลางให้ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และหาวิธีการให้เกิดการยอมรับโดยยึดประโยชน์ร่วมของชุมชนเป็นที่ตั้ง หากทหารใช้เครื่องมือผิด วิธีการไม่เหมาะสม และใช้อำนาจเกินขอบเขต นอกจากความขัดแย้งในพื้นที่จะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดจะส่งผลให้โครงการลงทุนของรัฐบาลมีความล่าช้าออกไปอีกด้วย







