
‘วิรไท’ปลอบอย่ากังวล เศรษฐกิจโตกระตุก
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ แม้ว่าในไตรมาสแรก 2 และ 3 ของปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ต่ำกว่า 3.2% ในไตรมาสแรก และไม่อยากให้หลายฝ่ายกังวลกับการเติบโตระยะสั้นมากเกินไป เนื่องจากระยะสั้นระหว่างไตรมาสยังมีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในแต่ละช่วงมากระทบได้เป็นระยะ เช่น ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวเหมือนต้นปีอาจมีภัยแล้ง และความเสี่ยงจากต่างประเทศมากระทบ ทำให้จีดีพีไม่ได้โตเหมือนไตรมาสแรกก็เป็นได้ แต่ปีนี้ทั้งปี ธปท.ยังมองว่าจะโต 3.1% โดยพื้นฐานเศรษฐกิจยังพอรับมือกับความผันผวนต่างๆ ได้
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ แม้ว่าในไตรมาสแรก 2 และ 3 ของปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ต่ำกว่า 3.2% ในไตรมาสแรก และไม่อยากให้หลายฝ่ายกังวลกับการเติบโตระยะสั้นมากเกินไป เนื่องจากระยะสั้นระหว่างไตรมาสยังมีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในแต่ละช่วงมากระทบได้เป็นระยะ เช่น ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวเหมือนต้นปีอาจมีภัยแล้ง และความเสี่ยงจากต่างประเทศมากระทบ ทำให้จีดีพีไม่ได้โตเหมือนไตรมาสแรกก็เป็นได้ แต่ปีนี้ทั้งปี ธปท.ยังมองว่าจะโต 3.1% โดย
พื้นฐานเศรษฐกิจยังพอรับมือกับความผันผวนต่างๆ ได้
“ถึงในไตรมาสต่อไปจะโตไม่สูงเท่าไตรมาสแรก แต่ไม่ควรไปกังวลจนเกินไป เราควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโต การเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาวของประเทศใน 5-10 ปีข้างหน้าด้วย” วิรไท กล่าว
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงการส่งออกล่าสุดแม้จะขยายตัวไม่ดี แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจทั้งปียังขยายตัวได้ 3.3% ตามที่กระทรวงการคลังคาดไว้ เนื่องจากการบริโภคในประเทศดีขึ้นมาก การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในเดือน พ.ค. ช่วง 10 วันแรก ขยายตัวถึง 40% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการบัญชีเดียว
ด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ที่ปัจจุบันเก็บอยู่ 7% เพราะการขึ้นแวตช่วงนี้ไม่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจ และที่ผ่านมานายกฯ ผมในฐานะรองนายกฯ และ รมว.คลัง ไม่เคยมีนโยบายการและไม่เคยหารือการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีแวต
สำหรับการส่งออกล่าสุดที่ติดลบมาก เป็นเรื่องที่รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี การเมืองไม่ดีต้องพึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการเรื่องนี้มาตลอด ทั้งเรื่องการกระตุ้นเอกชนที่ยังดีอยู่ให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น รักษาการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่เดือน พ.ค. ภาษีแวตขยายตัวได้ถึง 40% ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี
นอกจากนี้ ยังได้ให้ รมว.คลัง ไปดูมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้มีการลงทุน เนื่องจากภาคเอกชนมีโครงการพร้อมลงทุน แต่ยังไม่ลงทุนเพราะต้องการดูบรรยากาศให้แน่ใจ ขณะเดียวกันได้สั่งให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ไปตรวจสอบการขอการลงทุนทั้งหมดที่ผ่านมาว่า มีการลงทุนจริงและยังไม่ยอมลงทุนมีจำนวนเท่าไร พร้อมให้ตั้งทีมงานเข้าไปเร่งให้มีการลงทุนให้เร็วที่สุด
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ไม่มีโอกาสที่การส่งออกของไทยในปีนี้จะเลวร้ายกว่าปีที่แล้ว แต่จะเป็นไปตามเป้า 5% ได้ ต้องส่งออกในแต่ละเดือนที่เหลือของปีให้ได้ 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจะได้หรือไม่ ต้องรอดู แต่หากทั้งปีขยายตัว 2-3% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่อยากให้มองควบคู่กับการส่งออกคือตัวเลขส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ที่มียอดขอรับส่งเสริม 4 เดือนปีนี้ เพิ่มขึ้น 84% ซึ่งจะมีผลในอนาคตต่อภาคการส่งออกที่จะนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาผลิต และมีผลต่อจีดีพีประเทศให้ขยายตัวต่อไป และการนำเข้าในเดือน เม.ย. ที่ติดลบ 14.92% โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าสินค้าทุน 13.37% และสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปลด 9.43% จะดูตัวเลขเหล่านี้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบของบีโอไอมาประกอบด้วย
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจะทำให้การส่งออกสินค้าไทยปี 2559 ขยายตัว 5% ได้ตามเป้าของรัฐบาลจะต้องส่งออกในช่วง 8 เดือน ที่เหลือให้ได้เดือนละ 1.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากทั้งปีจะให้ขยายตัว 3% ต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือหากขยายตัว 2.5% ต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 1.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และหากขยายตัว 0% หรือไม่ขยายตัว ต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป
ด้าน สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า สาเหตุที่การส่งออกไปตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ในเดือน เม.ย. 2559 ยังคงติดลบ 5% เป็นผลจากการส่งออกทองคำที่มูลค่าลดลง ซึ่งหากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำออกไป การส่งออกไปตลาดซีแอลเอ็มวีจะเพิ่มขึ้น 5.5% ส่วนการนำเข้าสินค้าในเดือน เม.ย. พบว่า สินค้าเชื้อเพลิงลดลง 42.65% เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง สินค้าทุนลดลง 13.37% สินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป 9.43% สินค้าอุปโภคบริโภคลดลง 1.75% ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งเพิ่มขึ้น 2.6% ส่วนการนำเข้าทองคำลดลง 39.41%
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงตัวเลขคาดการณ์การส่งออกปีนี้ไว้ที่ 0% โดยมีกรอบคาดการณ์ช่วง -2.0-2.0% หลังจากเดือน เม.ย. การส่งออกพลิกกลับมาหดตัวอีกครั้งที่ 8% (แย่กว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์สที่คาดว่าอาจจะหดตัว 1.25%) เป็นสถานการณ์ที่แย่ลงจากที่ขยายตัว 1.3% ในเดือน มี.ค. และหากไม่นับรวมทองคำแล้ว การส่งออกเดือน เม.ย. จะติดลบลึกขึ้นเป็น 8.3% โดยสาเหตุจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกอาจยังกดดันให้อุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลักมีความเสี่ยงที่จะฟื้นตัวล่าช้า
อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าภาพรวมของราคาสินค้าส่งออกของไทยที่ทยอยขยับขึ้นในลักษณะเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนที่ 0.1% 0.7% และ 0.5% ตลอดช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย.ที่ผ่านมานั้น สอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เร่งตัวขึ้นทะลุระดับ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในเดือน เม.ย. 2559 และยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมายืนใกล้ระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในเดือน พ.ค. 2559
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงประเมินว่าหากทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกในช่วงที่เหลือของปีสามารถยืนระดับได้ดีขึ้นในช่วง 45-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว จะช่วยทำให้แรงกดดันต่อราคาสินค้าส่งออกของไทยคลายตัวลง โดยคาดว่าสินค้าส่งออกที่มีราคาเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันโลก อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เม็ดพลาสติก และยางพารา อาจกลับมามีระดับที่สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนได้ ในกลางไตรมาส 3 หนุนความเป็นไปได้ที่จะเห็นการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องภายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้







