
เมืองนวัตกรรมอาหาร
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เห็นข่าวคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดินหน้าแผน 5 ปี จัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร โดยใช้งบประมาณ 3,660 ล้านบาท และตั้งเป้าไว้ว่าจะเกิด Startup อย่างน้อย 100 ราย และเห็นคำถามทำนองว่า การมีเมืองนวัตกรรมอาหารแล้วประชาชนคนไทยตาดำๆ อย่างพวกเราจะได้อะไร
ที่จริงเรื่องเมืองอาหารนี้ มีนโยบายมาจากหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้แล้ว เช่น Food Valley ของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังมีอาหารเป็นคลัสเตอร์ที่สำคัญคลัสเตอร์หนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากว่าประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตสินค้าเกษตรเป็นอย่างมากมาแต่ไหนแต่ไร ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ในภาคเกษตรกรรม สินค้าเกษตรเหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหาร สินค้าส่งออกสำคัญก็มีสินค้าเกษตรรวมอยู่ด้วย ทั้งไก่ และกุ้ง รวมไปถึงข้าว
นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรม ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการประกอบการ ทำให้อาหารของไทยเป็นที่รู้จักและนิยมกันไปทั่วโลก ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงไม่ใช่เพียงแต่ดึงนักท่องเที่ยวมายังประเทศไทย แต่ทำให้ผลิตภัณฑ์ด้านอาหารของไทยมีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ จะเห็นได้ว่าสินค้าประเภทนี้ของไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี และผู้บริหารในระดับนโยบายของประเทศก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงได้มีการส่งเสริมกันในรูปแบบต่างๆ ที่ผ่านมาหลายท่านคงจำกันได้ในเรื่อง “ครัวไทย สู่ครัวโลก” เป็นต้น
แน่นอนว่า ตามหลักอุปสงค์-อุปทานแล้ว หากสามารถนำสินค้าเกษตรมาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปหรืออาหารได้มากเท่าใด ย่อมมีอุปสงค์ในสินค้าเกษตรเหล่านั้นมากขึ้น ยิ่งตลาดกว้างออกไปสู่ตลาดโลก ความต้องการก็ย่อมมากขึ้น ราคาสินค้าเกษตรก็ย่อมสูงขึ้นและเป็นผลดีกับเกษตรกร ยิ่งสามารถนำสินค้าเกษตรมาผลิตเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น ผลประโยชน์ก็ย่อมตกอยู่กับประเทศไทย
ประชากรโลกนั้นเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ถ้าผู้เขียนจำตัวเลขไม่ผิดน่าจะประมาณ 3,000 ล้านคน เมื่อเร็วๆ นี้จึงได้เห็นข่าวว่าบริษัทยาที่เป็นยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งของสหรัฐได้ก้าวไปควบรวมบริษัทผลิตเมล็ดพืช ซึ่งดูเป็นคนละภาคส่วนของการผลิต และยังมีความแตกต่างกันมากด้วย แต่ก็นั่นแหละ เมล็ดพันธุ์พืชคืออาหาร เรียกว่าคุมไป 2 ปัจจัยของการดำรงชีวิตแล้ว ได้แก่ ยารักษาโรค และอาหาร ปัจจัยอีก 2 ปัจจัย คือ เครื่องนุ่งหุ่มกับที่อยู่อาศัยยังมีความสำคัญน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังเป็นการสนับสนุนในภาพของสินค้าอาหารที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงสินค้าที่ต่อเนื่องกับสินค้าอาหารทั้งส่วนที่เป็นสมุนไพร และสินค้านวัตกรรมหรือประเภทหัตถกรรมต่างๆ เช่น ที่รองจาน ช้อน-ส้อม จาน ชาม ฯลฯ แต่ในครั้งนี้ได้มุ่งเน้นมาในเรื่องของการวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นหนึ่งที่จะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ก็คือ การลดต้นทุนการผลิตตามที่มีการกล่าวกันแล้ว แต่ไม่ใช่ประเด็นเดียว ยังมีเรื่องของการสร้างนวัตกรรม หรือสินค้าใหม่ๆ ที่เป็นความต้องการของตลาด การเพิ่มมาตรฐานทั้งกระบวนการผลิต และมาตรฐานในตัวสินค้าเอง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้า และทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการ และแข่งขันได้ในตลาดโลกทั้งสิ้น
หากประเทศไทยจะแข่งขันให้ชนะเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนรวมไปถึงเอเชียใต้ให้ได้ จำเป็นที่จะต้องลงทุนในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา ซึ่งผู้เขียนได้เคยเขียนไว้หลายต่อหลายครั้งแล้ว การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงนับเป็นความถูกต้อง และแม้จะสายไปบ้างแต่ก็น่าจะยังพอทันเวลา ที่กล่าวเช่นนี้เพราะมาเลเซียได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ไปแล้ว มีเงินกองทุนหลายประเภทมาก สิงคโปร์คงไม่ต้องพูดถึง เพราะได้ให้ความสำคัญมานานแล้ว ปัจจุบันยังเพิ่มเติมในส่วนที่เจาะจงเฉพาะ (Focus) ลงไปอีกว่าเป็นเรื่องยา สำหรับประเทศไทย การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา บวกกับการ Focus ในเรื่องอาหาร จึงเป็นเรื่องที่เดินมาถูกทาง คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าในขั้นการปฏิบัติสามารถดำเนินการให้เกิดผลได้ตามแผนและเป้าที่วางไว้หรือไม่ และผลประโยชน์นี้จะไปถึงมือเกษตรกรและชาวบ้านตาดำๆ มากน้อยแค่ไหน







