
Zombie Economy ของญี่ปุ่น (จบ)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เมื่อวานนี้เราได้คุยกันไปแล้วถึงภาวะ “Zombie Economy” ของญี่ปุ่น หรือ “ภาวะเศรษฐกิจแบบผีดิบ” จะอยู่ก็ลำบาก จะตายก็ตายไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นได้ทำสนธิสัญญา “พลาซา” (Plaza Accord) ในปี 2528 วันนี้จะขอคุยต่อเลยดังนี้ครับ
ในยุคที่เงินเยนใหญ่ที่สุดในโลก
หลังสนธิสัญญาพลาซามีผลบังคับใช้ในปี 2528 เงินเยนก็ได้แข็งค่าขึ้นจาก 240 เยน/เหรียญสหรัฐ ไปเป็น 120 เยน/เหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ในเวลานั้นคนประเทศไหนก็คงมีความสุขไม่เท่าคนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน การแข็งค่าของเงินเยนเป็นเท่าตัวในช่วงระยะเวลาแค่ 3 ปี ได้ทำให้คนญี่ปุ่นได้หลงระเริงและใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย เพราะทุกคนก็ต่างพากันคิดว่า “ยุครุ่งเรืองของเศรษฐกิจญี่ปุ่น” ได้มาถึงแล้ว และประเทศญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็น “เจ้าโลกทางเศรษฐกิจ”
ราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ได้ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ส่งผลโดยตรงให้ผลประกอบการของบริษัทต่างพากันทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์กันทั่วหน้า เมื่อได้กำไรจำนวนมหาศาลจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น บริษัทเหล่านี้ก็พากันขยายงานโดยการกู้กับสถาบันการเงิน และใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีราคาประเมินสูงไปค้ำประกันเงินกู้อีกต่อหนึ่ง
เงินกู้ที่ได้มาก็นำไปลงทุนในบริษัท แล้วก็ไปลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้นราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้บริษัทเหล่านี้หันไปลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก เพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในเวลาที่สั้นกว่า
ตัวอย่างหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คนญี่ปุ่นกำลังบ้าคลั่งลงทุนกันอย่างสุดขีดก็คือ ซีกาญ่ารีสอร์ท (Seagaia Resort) บนเกาะคิวชู รีสอร์ทแห่งนี้สร้างขึ้นในโดมที่มีสระน้ำขนาดใหญ่มหึมา กว้าง 100 เมตร ยาว 100 เมตร สูง 38 เมตร และมีการสร้างคลื่นน้ำสูงกว่า 8 ฟุต เพื่อให้คนได้เล่นน้ำกันอย่างสุดเหวี่ยง สระน้ำแห่งนี้สามารถจุคนได้พร้อมกันถึง 1 หมื่นคน
นอกจากนั้น ในรีสอร์ทยังมีภูเขาไฟจำลองที่พร้อมจะระเบิดพ่นลาวาออกมาทุก 15 นาที มีหอประชุมขนาดใหญ่ มีสนามกอล์ฟ 99 หลุม มีโรงแรมอยู่ในบริเวณถึง 4 โรงแรม ซึ่งมีจำนวน 45 ชั้น และห้องพัก 753 ห้อง ทั้งหมดอยู่ภายใต้โดมขนาดยักษ์ที่มีหลังคาเป็นสีฟ้าประหนึ่งดั่งท้องฟ้าฉันใดก็ฉันนั้น
“ซีกาญ่ารีสอร์ท” รีสอร์ทขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่
ซีกาญ่ารีสอร์ทเริ่มสร้างขึ้นในปี 2531 ในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขึ้นมาถึงจุดสูงที่สุด ด้วยเงินลงทุนสูงมหาศาลถึงสองพันล้านเหรียญสหรัฐ และเปิดใช้งานในปี 2537 โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถโชว์ผลกำไรได้เลยในปีแรกที่เปิดทำการ และตั้งเป้าว่าจะดึงคนญี่ปุ่นและคนจากทั่วโลกมาใช้รีสอร์ทแห่งนี้สูงถึง 5.5 ล้านคน ในปีแรกที่เปิดมีผู้มาใช้บริการ 2.7 ล้านคน ปีถัดมาอยู่ที่ 3.86 ล้านคน
ด้วยผลการดำเนินการดังกล่าวทำให้ซีกาญ่ารีสอร์ทไม่สามารถสร้างผลกำไรให้แก่เจ้าของมันได้เลยแม้แต่เยนเดียวตั้งแต่วันที่เปิดใช้และตลอดไป ในปี 2542 รีสอร์ทแห่งนี้เป็นหนี้กว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2545 ตัวมันก็เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย
เมื่อราคาที่ดินในญี่ปุ่นแพงที่สุดในโลก
ในปี 2533 หน่วยงานด้านประเมินที่ดินของญี่ปุ่นได้ออกมาแถลงถึงราคาประเมินในย่านใจกลางกรุงโตเกียวว่า มีราคาอยู่ที่ 2.48 แสนเหรียญสหรัฐ/ตารางฟุต ขณะที่หนังสือกินเนสบุ๊ก (Guinness Book of World Records) ลงสถิติเกี่ยวกับราคาที่ดินที่สูงที่สุดในโลก นั่นคือบริเวณพื้นที่รอบอาคารเมดิยา (Mediya Building) นอกจากนั้นยังมีการประเมินกันว่า ที่ดินของพระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียวมีราคา
ประเมินพอๆ กับราคาประเมินของพื้นที่ทั้งหมดทุกผืนรวมกันของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย
ในเวลานั้น หากคนญี่ปุ่นต้องการซื้อบ้านแต่เงินยังไม่พอ บรรดานายธนาคารก็จะพยายามดันราคาประเมินให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้ผู้กู้สามารถได้รับเงินกู้ในจำนวนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทำให้คนญี่ปุ่นพากันซื้อบ้านกันอย่างถล่มทลาย ขณะที่นายหน้าขายบ้านก็จะพยายามขึ้นราคาของอสังหาริมทรัพย์ไปเกือบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือ ตั้งแต่ 10-50% เพราะทุกคนในเวลานั้นเชื่อว่าราคาที่ดินจะขึ้นทุกวัน
เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลายเป็น Zombie Economy
ในปี 2533-2534 เงินเยนแข็งค่าแตะระดับ 120 เยน/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวก็ขึ้นถึงจุดสูงสุด และราคาอสังหาริมทรัพย์ก็พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง รัฐบาลในขณะนั้นมีความกลัวว่าเศรษฐกิจที่ร้อนแรงขนาดนี้จะนำประเทศญี่ปุ่นไปสู่การล่มสลาย ซึ่งก่อนหน้านั้นในเดือน พ.ค. 2532 มีการออกมาตรการทางการเงินหลากหลายมาตรการเพื่อสกัดการเพิ่มค่าอย่างรวดเร็วของสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ
ในช่วงสิ้นปี 2533 ตลาดหุ้นโตเกียวก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวตกลงไปกว่า 38% ส่งผลให้มูลค่าทั้งตลาดลดลงไปกว่า 300 ล้านล้านเยน หรือ 2.07 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจตกต่ำ” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลายสิบปีผ่านไปจนถึงปัจจุบัน ดัชนีนิกเกอิที่เคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38,957.44 จุด ในปี 2532 นั้น ก็ตกลงมาเหลือต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของจุดสูงสุด และคาดว่าจะไม่มีโอกาสฟื้นกลับไปยืนอยู่ที่จุดเดิมได้อีกเป็นสิบๆ ปี นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็พากันหมดเนื้อหมดตัว ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ บรรดาคนซื้อบ้านทั้งหลายทุกวันนี้ยังคงต้องผ่อนบ้านที่ปัจจุบันราคาลดเหลือเพียง 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ของราคาเมื่อตอนซื้อ คนเหล่านี้จำใจแบบซังกะตาย เพราะต้องหาเงินจำนวนมากมาผ่อนค่างวดเพื่อบ้านที่มีราคาต่ำมาก
บรรดาธนาคารพาณิชย์ในญี่ปุ่นก็มีเงินไหลเข้ามาจำนวนมหาศาล เพราะการตกต่ำครั้งที่รุนแรงที่สุดของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทำให้ผู้คนไม่กล้าลงทุนใดๆ ทั้งสิ้น ธนาคารแม้จะมีเงินเข้ามาอย่างมหาศาลก็ไม่กล้าปล่อยกู้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวเลย
ดังนั้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจึงได้ฉายาว่า Zombie Economy เพราะทั้งผู้คนและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตกก็มีสภาพไม่ต่างไปจาก “ผีดิบ” ที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ โดยรู้แก่ใจดีว่าชาตินี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะกลับมาดีเหมือนเดิมนั้นไม่มีทาง!!!
ก็ได้แต่หวังว่า “เศรษฐกิจไทย” จะไม่ต้องเข้าสู่สภาวะ “Zombie Economy” อย่างที่คนญี่ปุ่นเคยโดนมาและกำลังผจญอยู่ในขณะนี้







