posttoday
Zombie Economy ของญี่ปุ่น (จบ)

Zombie Economy ของญี่ปุ่น (จบ)

25 พฤษภาคม 2559

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เมื่อวานนี้เราได้คุยกันไปแล้วถึงภาวะ “Zombie Economy” ของญี่ปุ่น หรือ “ภาวะเศรษฐกิจแบบผีดิบ” จะอยู่ก็ลำบาก จะตายก็ตายไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นได้ทำสนธิสัญญา “พลาซา” (Plaza Accord) ในปี 2528 วันนี้จะขอคุยต่อเลยดังนี้ครับ

ในยุคที่เงินเยนใหญ่ที่สุดในโลก

หลังสนธิสัญญาพลาซามีผลบังคับใช้ในปี 2528 เงินเยนก็ได้แข็งค่าขึ้นจาก 240 เยน/เหรียญสหรัฐ ไปเป็น 120 เยน/เหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ในเวลานั้นคนประเทศไหนก็คงมีความสุขไม่เท่าคนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน การแข็งค่าของเงินเยนเป็นเท่าตัวในช่วงระยะเวลาแค่ 3 ปี ได้ทำให้คนญี่ปุ่นได้หลงระเริงและใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย เพราะทุกคนก็ต่างพากันคิดว่า “ยุครุ่งเรืองของเศรษฐกิจญี่ปุ่น” ได้มาถึงแล้ว และประเทศญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็น “เจ้าโลกทางเศรษฐกิจ”

ราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ได้ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ส่งผลโดยตรงให้ผลประกอบการของบริษัทต่างพากันทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์กันทั่วหน้า เมื่อได้กำไรจำนวนมหาศาลจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น บริษัทเหล่านี้ก็พากันขยายงานโดยการกู้กับสถาบันการเงิน และใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีราคาประเมินสูงไปค้ำประกันเงินกู้อีกต่อหนึ่ง

เงินกู้ที่ได้มาก็นำไปลงทุนในบริษัท แล้วก็ไปลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้นราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้บริษัทเหล่านี้หันไปลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก เพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในเวลาที่สั้นกว่า

ตัวอย่างหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คนญี่ปุ่นกำลังบ้าคลั่งลงทุนกันอย่างสุดขีดก็คือ ซีกาญ่ารีสอร์ท (Seagaia Resort) บนเกาะคิวชู รีสอร์ทแห่งนี้สร้างขึ้นในโดมที่มีสระน้ำขนาดใหญ่มหึมา กว้าง 100 เมตร ยาว 100 เมตร สูง 38 เมตร และมีการสร้างคลื่นน้ำสูงกว่า 8 ฟุต เพื่อให้คนได้เล่นน้ำกันอย่างสุดเหวี่ยง สระน้ำแห่งนี้สามารถจุคนได้พร้อมกันถึง 1 หมื่นคน

นอกจากนั้น ในรีสอร์ทยังมีภูเขาไฟจำลองที่พร้อมจะระเบิดพ่นลาวาออกมาทุก 15 นาที มีหอประชุมขนาดใหญ่ มีสนามกอล์ฟ 99 หลุม มีโรงแรมอยู่ในบริเวณถึง 4 โรงแรม ซึ่งมีจำนวน 45 ชั้น และห้องพัก 753 ห้อง ทั้งหมดอยู่ภายใต้โดมขนาดยักษ์ที่มีหลังคาเป็นสีฟ้าประหนึ่งดั่งท้องฟ้าฉันใดก็ฉันนั้น

“ซีกาญ่ารีสอร์ท” รีสอร์ทขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่

ซีกาญ่ารีสอร์ทเริ่มสร้างขึ้นในปี 2531 ในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขึ้นมาถึงจุดสูงที่สุด ด้วยเงินลงทุนสูงมหาศาลถึงสองพันล้านเหรียญสหรัฐ และเปิดใช้งานในปี 2537 โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถโชว์ผลกำไรได้เลยในปีแรกที่เปิดทำการ และตั้งเป้าว่าจะดึงคนญี่ปุ่นและคนจากทั่วโลกมาใช้รีสอร์ทแห่งนี้สูงถึง 5.5 ล้านคน ในปีแรกที่เปิดมีผู้มาใช้บริการ 2.7 ล้านคน ปีถัดมาอยู่ที่ 3.86 ล้านคน

ด้วยผลการดำเนินการดังกล่าวทำให้ซีกาญ่ารีสอร์ทไม่สามารถสร้างผลกำไรให้แก่เจ้าของมันได้เลยแม้แต่เยนเดียวตั้งแต่วันที่เปิดใช้และตลอดไป ในปี 2542 รีสอร์ทแห่งนี้เป็นหนี้กว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2545 ตัวมันก็เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย

เมื่อราคาที่ดินในญี่ปุ่นแพงที่สุดในโลก

ในปี 2533 หน่วยงานด้านประเมินที่ดินของญี่ปุ่นได้ออกมาแถลงถึงราคาประเมินในย่านใจกลางกรุงโตเกียวว่า มีราคาอยู่ที่ 2.48 แสนเหรียญสหรัฐ/ตารางฟุต ขณะที่หนังสือกินเนสบุ๊ก (Guinness Book of World Records) ลงสถิติเกี่ยวกับราคาที่ดินที่สูงที่สุดในโลก นั่นคือบริเวณพื้นที่รอบอาคารเมดิยา (Mediya Building) นอกจากนั้นยังมีการประเมินกันว่า ที่ดินของพระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียวมีราคา
ประเมินพอๆ กับราคาประเมินของพื้นที่ทั้งหมดทุกผืนรวมกันของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย

ในเวลานั้น หากคนญี่ปุ่นต้องการซื้อบ้านแต่เงินยังไม่พอ บรรดานายธนาคารก็จะพยายามดันราคาประเมินให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้ผู้กู้สามารถได้รับเงินกู้ในจำนวนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทำให้คนญี่ปุ่นพากันซื้อบ้านกันอย่างถล่มทลาย ขณะที่นายหน้าขายบ้านก็จะพยายามขึ้นราคาของอสังหาริมทรัพย์ไปเกือบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือ ตั้งแต่ 10-50% เพราะทุกคนในเวลานั้นเชื่อว่าราคาที่ดินจะขึ้นทุกวัน

เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลายเป็น Zombie Economy

ในปี 2533-2534 เงินเยนแข็งค่าแตะระดับ 120 เยน/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวก็ขึ้นถึงจุดสูงสุด และราคาอสังหาริมทรัพย์ก็พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง รัฐบาลในขณะนั้นมีความกลัวว่าเศรษฐกิจที่ร้อนแรงขนาดนี้จะนำประเทศญี่ปุ่นไปสู่การล่มสลาย ซึ่งก่อนหน้านั้นในเดือน พ.ค. 2532 มีการออกมาตรการทางการเงินหลากหลายมาตรการเพื่อสกัดการเพิ่มค่าอย่างรวดเร็วของสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ

ในช่วงสิ้นปี 2533 ตลาดหุ้นโตเกียวก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวตกลงไปกว่า 38% ส่งผลให้มูลค่าทั้งตลาดลดลงไปกว่า 300 ล้านล้านเยน หรือ 2.07 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจตกต่ำ” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลายสิบปีผ่านไปจนถึงปัจจุบัน ดัชนีนิกเกอิที่เคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38,957.44 จุด ในปี 2532 นั้น ก็ตกลงมาเหลือต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของจุดสูงสุด และคาดว่าจะไม่มีโอกาสฟื้นกลับไปยืนอยู่ที่จุดเดิมได้อีกเป็นสิบๆ ปี นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็พากันหมดเนื้อหมดตัว ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ บรรดาคนซื้อบ้านทั้งหลายทุกวันนี้ยังคงต้องผ่อนบ้านที่ปัจจุบันราคาลดเหลือเพียง 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ของราคาเมื่อตอนซื้อ คนเหล่านี้จำใจแบบซังกะตาย เพราะต้องหาเงินจำนวนมากมาผ่อนค่างวดเพื่อบ้านที่มีราคาต่ำมาก

บรรดาธนาคารพาณิชย์ในญี่ปุ่นก็มีเงินไหลเข้ามาจำนวนมหาศาล เพราะการตกต่ำครั้งที่รุนแรงที่สุดของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทำให้ผู้คนไม่กล้าลงทุนใดๆ ทั้งสิ้น ธนาคารแม้จะมีเงินเข้ามาอย่างมหาศาลก็ไม่กล้าปล่อยกู้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวเลย

ดังนั้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจึงได้ฉายาว่า Zombie Economy เพราะทั้งผู้คนและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตกก็มีสภาพไม่ต่างไปจาก “ผีดิบ” ที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ โดยรู้แก่ใจดีว่าชาตินี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะกลับมาดีเหมือนเดิมนั้นไม่มีทาง!!!

ก็ได้แต่หวังว่า “เศรษฐกิจไทย” จะไม่ต้องเข้าสู่สภาวะ “Zombie Economy” อย่างที่คนญี่ปุ่นเคยโดนมาและกำลังผจญอยู่ในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท