
จากรถยนต์สู่รถไฟฟ้า บนถนน
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
เรื่องรถไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) มีการพูดถึงมานานมากแล้ว เคยลือกันว่ายังไม่เกิดขึ้นเพราะบริษัทน้ำมันกว้านซื้อเทคโนโลยีเพื่อไปทำลายทิ้ง แต่คนสร้างข่าวลือหาได้คิดไม่ว่าการผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ คือระบบสันดาปภายใน หรือ ICE (Internal Combustion Engine) เป็นอุตสาหกรรมใหญ่มาก แต่ละบริษัทที่มีฐานะทางการเงินย่อมมีศักยภาพและอิสรภาพที่จะพัฒนาเทคโนโลยีตามยุคสมัยเพื่อความมั่นคงระยะยาวของธุรกิจตน
ความจริงรถไฟฟ้า (EV) เริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเคยเป็นที่นิยมในตลาดเกิดใหม่เพราะเงียบและเร่งได้ดี คิดเป็นสัดส่วนถึง 28% ของรถบนถนนในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1900 แต่หลังจากการพบน้ำมันปิโตรเลียมจำนวนมาก การขยายเครือข่ายถนน และการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ของรถระบบสันดาป (ICE) เช่น การติดเครื่องที่สะดวก การลดเสียงเครื่องยนต์ ทำให้ ICE ขยายตัวอย่างรวดเร็วเพราะมีความเหนือกว่าในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะหลังจากปี ค.ศ. 1913 ที่ Henry Ford พัฒนากระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้นทุนของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันถูกลงกว่า EV มาก ICE จึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ดี ยังมีการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้ามาเรื่อยๆ เช่น ในรถไฟ หรือรถขนาดเล็กอย่างรถกอล์ฟที่เห็นกันมานาน บริษัทรถยักษ์ใหญ่อย่าง Chrysler Ford GM Honda Nissan และ Toyota ก็มีการพัฒนารถไฟฟ้ามาตลอด แต่ปริมาณน้อยและมักให้เช่าใช้แทนขาย การรอคอย EV คงเป็นที่สนใจมากพอที่จะทำให้มีคนสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Who Killed the Electric Car?” ในปี 2548
ในช่วงหลังที่สังคมโลกตระหนักถึงปัญหามลพิษและปัญหาโลกร้อน ประกอบกับการมีวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมัน น้ำมันราคาแพงเป็นครั้งคราว รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้การพัฒนา EV ก้าวไปอีกขั้น ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศก็ให้การสนับสนุน
ปัจจุบันที่มีรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ขายตามท้องตลาดมากขึ้น นอกจากประหยัดน้ำมันแล้วก็เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามากขึ้นๆ รวมทั้งมีพัฒนาการของตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่เป็นของ EV เอง รถไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในสหรัฐในปี 2558 คือ ของบริษัท Tesla เจ้าใหม่ที่ทำเฉพาะรถไฟฟ้า (Model S) 25,700 คัน รองลงมาเป็น Nissan (Leaf) BMW เฟียต โฟล์ค เบนซ์ ฟอร์ด เป็นต้น
เมื่อสัปดาห์ก่อนสถาบันปิโตรเลียม PTIT ได้เชิญ Tony Seba ผู้เขียนหนังสือยอดนิยมในเว็บ Amazon มาพูดเรื่อง “Clean Disruption” ว่าด้วยการที่ระบบพลังงานและการขนส่งในปัจจุบันจะหมดยุคไปภายในปี 2573
เทคโนโลยี ทักษะ และระบบจัดการของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจะหมดสิ้นพลัง และจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยี ทักษะ และระบบจัดการที่เกิดจากการปฏิวัติทางข้อมูล (Information Technology) ได้แก่ การเก็บพลังงาน รถไฟฟ้า รถที่ขับอัตโนมัติ และแผงโซลาร์
ซีบาเชื่อว่าใน 5-10 ปีข้างหน้าเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงานและการขนส่งที่มากมายยิ่งกว่าการเปลี่ยนแปลงตลอด 100 ปี ตั้งแต่การประดิษฐ์ ICE และระบบสายส่งไฟฟ้าส่วนกลาง
ในปี 2013 รถ Tesla Model S ขายเพิ่มได้ถึง 50% ในขณะที่ตลาดรถหรูแทบจะไม่โตขึ้น แถมผู้บริโภคยังมองว่าเป็น “รถที่ดีที่สุดที่เคยมีมา!” โดยซีบาให้เหตุผลว่า
(1) เครื่องของ EV ใช้เชื้อเพลิงด้วยประสิทธิภาพสูงกว่าของ ICE 5 เท่า
(2) EV ใช้พลังงานถูกกว่า 10 เท่า (คงเกี่ยวเนื่องกับอัตราค่าไฟฟ้าด้วย)
(3) EV มีชิ้นส่วนน้อยกว่า 100 เท่า จึงทำให้ค่าซ่อมบำรุงถูกกว่า 10-100 เท่า ยกตัวอย่าง Tesla สามารถรับประกันรถโดยไม่จำกัดระยะทาง
(4) EV มีพลังเหนือกว่ามาก มีรายงานว่า Tesla รุ่น P90D เร่งได้เร็วกว่า Supercars ระดับ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ อาทิ Ferrari หรือ Porsche
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มในเรื่องของรถขับอัตโนมัติที่ไปไกลกว่า Cruise Control และระบบ Censor ที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด เขาเล่าว่ารัฐเนวาดาในอเมริกาอนุญาตให้รถบรรทุกที่ไม่มีคนขับวิ่งบนถนนแล้ว! นอกจากนี้ ผู้บริหารของ Renault-Nissan ยังบอกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองอาจออกสู่ตลาดภายใน 2 ปี!
ฟังดูน่าตื่นเต้น เพราะเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลกันมาแล้ว ตั้งแต่เรื่องของ Transistor ที่เพิ่ม 2 เท่าทุก 2 ปีตาม Moore’s Law โดยคนทั่วไปอาจรู้ แต่การเปลี่ยนโฉมหน้าและศักยภาพของกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์เป็นสิ่งที่ทุกคนสังเกตได้เอง
แต่ EV ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อน เพราะซีบาพูดถึง EV แบบที่เก็บไฟฟ้าในพาหนะโดยแบตเตอรี่ซึ่งได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างมหาศาล ไม่ใช่แบบ Fuel Cell EV ที่ผลิตไฟฟ้าได้เองในพาหนะโดยต้องเก็บเชื้อเพลิงเช่น ไฮโดรเจน ดังนั้นจึงต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะใช้ไฟฟ้าจากไหน?
แม้เขาจะพูดถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของแผงโซลาร์ แต่ก็คงไม่มากพอที่จะสนองทั้งระบบหากรถบนท้องถนนส่วนใหญ่จะเป็น EV ถึงแม้จะมีแนวโน้มว่าระบบการแชร์รถที่มีประสิทธิภาพจะทำให้คนอยากเป็นเจ้าของรถน้อยลงก็ตาม
เรื่องที่ค่อนข้างจะ Low Tech อย่างการบริหารจัดการความมั่นคงและประสิทธิภาพในการผลิตและจ่ายไฟฟ้าจึงยังเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การแก้ปัญหากระแสต่อต้านต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ มิเช่นนั้น เราอาจต้องรอคอยการใช้ EV กันอีกนานหากไฟฟ้ามีไม่เพียงพอ







