
ฟังให้มากก็กล้าตัดสินใจ ไทยจะพ้นจุดนี้ได้อย่างไร
บางครั้งที่ผู้นำไม่กล้าตัดสินใจ เพราะข้อมูลอาจไม่เพียงพอ หากผู้นำหันมาฟังเสียงของแต่ละภาคส่วนให้มากขึ้น
โดย...พรพรต
บางครั้งที่ผู้นำไม่กล้าตัดสินใจ เพราะข้อมูลอาจไม่เพียงพอ หากผู้นำหันมาฟังเสียงของแต่ละภาคส่วนให้มากขึ้น ให้คนข้างล่างได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ก็อาจจะช่วยให้กล้าตัดสินใจ งานก็จะเดินหน้าได้มากขึ้น ข้อความนี้เป็นความเห็นของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ให้ความคิดไว้เมื่อปี 2557 หลังเกิดการรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2557 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือทีดีอาร์ไอ
ในการสัมมนาเมื่อ 2 ปีก่อนนั้น มีความเป็นห่วงรัฐบาลทหารที่เพิ่งขึ้นมากุมทิศทางประเทศใน 2 เรื่องหลัก คือ 1.การกล้าตัดสินใจ กับ 2.การบริหารงาน ที่ข้าราชการทหารอาจไม่มีประสบการณ์ในการบริหารงานแบบมืออาชีพ อาจคุ้นเคยกับการบริหารงานแบบสั่งการมาจากข้างบน เหมือนระบบทหารที่ต้องมีวินัยในการปกครองเข้ม ซึ่งเรื่องการบริหารเป็นเรื่องที่สอนกันยาก ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ และปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง 2 ปี หรือนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ คสช.ทำรัฐประหาร ขณะนี้ คสช.ก็น่าจะสะสมประสบการณ์มามากพอ
ส่วนเรื่องการกล้าตัดสินใจ หากถัดจากนี้ไปจนถึงโรดแมปเลือกตั้งปี 2560 หรืออีกกว่าปีครึ่ง ถ้า คสช.รับฟังข้อมูลต่างๆ ให้มากขึ้น ไม่ใช่ฟังรายงานจากแค่หน่วยงานรัฐ ที่ส่วนใหญ่ต้องรายงานเรื่องดีๆ มาให้ทราบ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหา โดนเรียกไปซ่อม ถ้า คสช.รับฟังข้อมูลจากส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะจากคนข้างล่างในพื้นที่ในท้องถิ่น ก็เชื่อว่าจะมีข้อมูลมากพอให้กล้าตัดสินใจได้มากและเร็ว ดังนั้นเพื่อให้ข้อมูลไปถึง คสช.รอบด้านมาก จึงขอนำเสียงของคนเล็กคนน้อยที่ได้ฟังมาเล่าต่อให้เป็นข้อมูล
ขอเริ่มจากกลุ่มข้างล่าง ภาคเกษตรกลุ่มรายได้น้อยในชนบท กับพวกขายแรงงานคนจนในเมือง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอัดฉีดลงฐานรากเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเกิดการบริโภค แต่ด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบที่พอกหางหมู การอัดฉีดจึงทำให้เกิดการบริโภคน้อย รัฐจึงพยายามจะเข้าไปแก้ปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบของกลุ่มนี้ สำหรับการแก้ปัญหาเท่าที่ได้ฟังจากกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้มีโอกาสได้ไปงานศพของแม่รุ่นพี่ที่ จ.ลพบุรี ที่วนเวียนอยู่กับอาชีพเกษตรมา 30-40 ปี กลุ่มเกษตรกรได้เปลี่ยนไปจากกลุ่มที่โดนนิยามว่าโง่-จน-เจ็บ ไปมากแล้ว เพราะถ้าหากได้รับการจัดสรรทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร เงินทุน แรงงาน และภูมิปัญญา กลุ่มเกษตรกรก็มีการพัฒนาไม่แพ้กลุ่มอื่น
เห็นได้จากกลุ่มเกษตรที่เมื่อก่อนเวลาจะทำการเกษตรกรรม จะต้องไปขอยืมทุนจากร้านขายผลิตภัณฑ์การเกษตรในท้องถิ่นนั้น เช่น ไปขอกู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เครื่องมือเกษตรกรรมอื่น จากนั้นเมื่อเพาะปลูกได้ผลผลิต ก็ต้องนำผลผลิตไปขายให้กับเจ้าของร้านที่ปล่อยกู้ให้ลงทุนเพาะปลูก ด้วยราคาที่โดนพ่อค้ากดราคาพืชผลต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมาก แต่พอหลังจากที่มีระบบธนาคารเข้าไปในแต่ละพื้นที่ เกษตรกรก็หันมากู้เงินจากสถาบันการเงิน และมีทางเลือกนำผลผลิตการเกษตรไปขายให้พ่อค้ารายอื่นที่ให้ราคาดีกว่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น
ดังนั้นเกษตรกรเดี๋ยวนี้จึงฉลาดขึ้นมาก หากมีทางเลือก รัฐจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำให้ได้ใช้อย่างเป็นธรรมบ้าง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทุนมากขึ้น ส่วนภูมิปัญหาก็มีนักวิชาการเกษตรลงไปให้ความรู้เรื่องดิน อากาศ แสงแดด น้ำ พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ หรือหากรัฐจะนำนวัตกรรม นำเทคโนโลยีลงไป เกษตรกรก็พร้อมรับ จะเป็นอกริเทค (AGRITECH) ก็พร้อมพัฒนาตนเอง เพราะช่วงอายุ 30-40 ปี ที่วนเวียนอยู่ในอาชีพเกษตรกรรม ปีไหนแล้งผลผลิตไม่ได้ผล ถึงราคาจะดีแต่ก็ไม่มีผลผลิตขาย เพราะน้ำไม่มี ขนาดใช้น้ำมีประสิทธิภาพสูงให้คนเดินไปรดน้ำทีละต้น น้ำยังไม่พอเพาะปลูกให้ผ่านหน้าแล้ง แต่พอปีไหนน้ำดีผลผลิตออกมามาก แทนที่จะได้เงิน กลายเป็นว่าผลผลิตที่อื่นก็ดี ราคาตกต่ำมาก เช่น ปีหนึ่งมะเขือเทศผลผลิตดีมาก แต่ราคาเหลือกิโลกรัมละไม่ถึง 2 บาท เมื่อรวมค่าแรงจ้างให้เก็บผลผลิตแล้ว ยังไม่คุ้มราคาขายเลย จึงต้องปล่อยให้มะเขือเน่าคาต้นไป
ด้านแนวคิดของรัฐบาลที่บอกว่า ต่อไปต้องทำเป็นเกษตรแปลงใหญ่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพประหยัดจากขนาด ต้นทุนต่ำ นำเครื่องจักรมาใช้ มีการลงทุนพัฒนาพันธุ์ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ได้ผลผลิตมาก
มีอำนาจต่อรองกับตลาด เมื่อถามตายายแถวนั้นส่วนใหญ่บอกว่าขอให้มาเช่าที่ดินไปทำเกษตรแปลงใหญ่เถอะ เพราะตายายก็อยากรู้ว่า ผลจากโลกร้อน มีเอลนินโญ แล้งมาก ลานินญา น้ำท่วมมาก พวกเกษตรแปลงใหญ่จะมีชะตากรรมเป็นอย่างไร ทางรัฐจะช่วยมากกว่าหรือน้อยกว่าชาวนาชาวไร่ ส่วนตายายจะเหลือที่ดินไว้แค่เพาะปลูกเกษตรผสมผสานแก้เหงา และรอเก็บค่าเช่ากิน
ขณะที่กลุ่มคนจนเมือง จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ยังโดนตัดค่าทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอที โดนลดเวลาทำงาน แต่ค่าครองชีพในเมืองสูงขึ้นต่อเนื่อง สภาพจึงยังอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่พอใช้ถึงสิ้นเดือน ต้องเป็นหนี้หมุนให้ได้เดือนชนเดือน อดทนจนกว่าเศรษฐกิจจะดี รายได้ก็จะพอมีให้ใช้จ่ายได้ถึงสิ้นเดือน
หันมองภาคธุรกิจใหญ่ จากตัวเลขที่เศรษฐกิจที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ออกมาบอกว่าไตรมาสแรกดีกว่าคาดเติบโต 3.2% และภาครัฐเชื่อว่าเป็นสัญญาณเศรษฐกิจในทิศทางขาขึ้นแล้ว แต่เอกชนส่วนใหญ่บอกว่ายังต้องขอรอดูอีกไตรมาสว่าขาขึ้นจริงหรือไม่ เพราะไตรมาส 2 มีวันหยุดยาว 2 ช่วง สงกรานต์ และช่วงวันฉัตรมงคล วันพืชมงคล แต่จากตัวเลขผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่ออกมาดี ทำให้ภาคธุรกิจมีลุ้น และออกไปโรดโชว์ต่างประเทศดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะมีเรื่องราวออกไปขายต่างประเทศ จะมีคำถามที่อาจต้องตอบต่างชาติแบบอ้ำอึ้งนิดหน่อย ก็การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วันที่ 7 ส.ค.นี้ ว่าจะทำให้การเมืองป่วนยาว หรือป่วนสั้น ก่อนไปถึงการเลือกตั้งปี 2560
สำหรับเสียงสะท้อนจากภาครัฐ ซึ่งไตรมาส 3 ปีนี้จะเป็นความหวัง หากการใช้จ่ายการลงทุนโครงการขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์เดินหน้า การเปิดประมูลเกิดขึ้นจริง เสียงจากข้าราชการหลายหน่วยตอนนี้ส่วนใหญ่ขอประคองตัวช่วงปีกว่าที่เหลือ การรายงานความคืบหน้าก็รายงานแต่ตัวเลขดี สิ่งดีๆ เพื่อไม่ให้โดนเพ่งเล็งหรือมีปัญหามาก เพราะหากมีปัญหามากอาจโดนมาตรา 44 ปลด เพื่อความเหมาะสม ทั้งๆ ที่การใช้มาตรา 44 ควรใช้กรณีที่ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงชัดๆ
ท้ายสุดด้วยพื้นที่จำกัด จึงขอนำเสียงของคนฐานรากมาเป็นข้อมูลให้ คสช.เพียงเท่านี้ เผื่อช่วงกว่าปีที่เหลือจะกล้าตัดสินใจได้เร็วกว่า 2 ปีที่ผ่านมา...จัดเต็มเลยครับ







