posttoday
เตรียมรับมือ

เตรียมรับมือ

25 พฤษภาคม 2559

ปัญหาทีวีดิจิทัลยังไม่จบ ล่าสุด หลังสิ้นสุดระยะเวลาการรับชำระเงินค่าธรรมเนียมทีวีดิจิทัล งวดที่ 3 เมื่อ 23 พ.ค. 2559 มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลมาจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 17 ช่อง จากทั้งหมด 22 ช่อง (ไม่รวมไทยทีวี 2 ช่อง ที่ปิดตัวไปก่อนหน้านี้) รวมเป็นเม็ดเงินเข้ารัฐทั้งสิ้น 6,485.912 ล้านบาท

ปัญหาทีวีดิจิทัลยังไม่จบ ล่าสุด หลังสิ้นสุดระยะเวลาการรับชำระเงินค่าธรรมเนียมทีวีดิจิทัล งวดที่ 3 เมื่อ 23 พ.ค. 2559 มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลมาจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 17 ช่อง จากทั้งหมด 22 ช่อง (ไม่รวมไทยทีวี 2 ช่อง ที่ปิดตัวไปก่อนหน้านี้) รวมเป็นเม็ดเงินเข้ารัฐทั้งสิ้น 6,485.912 ล้านบาท

ส่วนอีก 5 ช่อง ที่ยังไม่มาจ่ายค่าธรรมเนียม ได้แก่ ช่องวัน (31) ช่องพีพีทีวี (36) ช่องไทยรัฐ ทีวี (32) ช่องจีเอ็มเอ็ม แชนแนล (25) และช่องไบรท์ ทีวี (20) อ้างว่ารอคำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรวม 8 ช่อง ยื่นขอคุ้มครองชั่วคราวไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา และศาลนัดไต่สวนวันที่ 27 พ.ค.นี้

ประเด็นหลักที่ทีวีดิจิทัล 5 ช่อง ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปเมื่อเดือน ส.ค. 2558 คือ ข้อหาละเลยหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านโทรทัศน์ระบบอะนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 9,550 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยปีละ 7.5% ต่อปี ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของทีวีดิจิทัลมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ประการแรก การเปิดประมูลทีวีดิจิทัลภาคธุรกิจ 24 ช่อง ตั้งแต่ต้นเหมาะสมหรือไม่ สภาพอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศไทยสอดรับกับความต้องการระหว่างผู้ซื้อหรือผู้ขายหรือไม่ และที่สำคัญ พฤติกรรมของผู้ชมรายการโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในยุคดิจิทัลเบ่งบาน

ทั้งนี้ เชื่อว่าประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ จะต้องรับรู้และเห็นแนวโน้มมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะเกิดการประมูลครั้งนี้แล้ว และเมื่อเศรษฐกิจไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่เป็นดังที่คาดหวัง งบโฆษณาถูกตัด โดยเฉพาะสื่อหลักดั้งเดิมอย่างทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ยิ่งเข้ามากระหน่ำซ้ำเติมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเกิดใหม่ จนบางช่องต้องตัดสินใจยุติการออกอากาศ

แต่ก็มีช่องทีวีดิจิทัลเกิดใหม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากรายเดิมได้ ด้วยคุณภาพของรายการที่ถูกรสนิยมของผู้ชม ซึ่งหลายรายการไม่ได้ถูกเสพผ่านช่องทางสื่อทีวีเหมือนที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันการรับชมรายการโทรทัศน์ของผู้ชมอยู่ในสื่อใหม่ ตั้งแต่ยูทูบ เฟซบุ๊ก รวมถึงทวิตเตอร์ ซึ่งบางครั้งสามารถวัดจำนวนผู้ชม (ยอดวิว) เป็นหลักสิบ หลักร้อยล้านวิวก็มี จึงเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า คอนเทนต์ อิส คิง และเชื่อว่าผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกรายพยายามหาสิ่งนั้นอยู่

ประการต่อมา กสทช.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล มีข้อพิจารณาในแง่การทำหน้าที่ ว่า ได้ละเลยปฏิบัติหน้าที่ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอะนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิทัลหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล แต่สิ่งที่เห็นชัดเจน คือ การออกกฎหมายที่ค่อนข้างล่าช้า ไม่ทันกับสภาพแวดล้อมของธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ เป็นปัญหาของหลายหน่วยงานภาครัฐ จากที่ต้องการสนับสนุนจึงกลายเป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของเอกชน

ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีวีดิจิทัลยังคงไม่จบแค่นี้ และจะมีปัญหาใหม่ตามมาอย่างแน่นอน ด้วยสภาพของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้จะอยู่รอด หน่วยงานภาครัฐอย่าง กสทช.ต้องปรับกฎเกณฑ์ที่สนับสนุนผู้ประกอบการให้ประสบความสำเร็จ ประชาชนจึงจะได้ประโยชน์จากการบริโภคสื่ออย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ