posttoday
4 ปัจจัยเปลี่ยนโลก แนะรัฐปรับตัวใน 3 มิติ

4 ปัจจัยเปลี่ยนโลก แนะรัฐปรับตัวใน 3 มิติ

25 พฤษภาคม 2559

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานอนุกรรมการเตรียมการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซูเปอร์บอร์ด) และกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนา “ธุรกิจไทยในวันที่ไม่เหมือนเดิม”  บริบทของโลกไม่เหมือนเดิม (New Normal) ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวใน 3 มิติสำคัญ คือ 1) ปรับทิศทางให้องค์กรท้องถิ่นตัดสินใจเอง ที่ผ่านมาเห็นการกระจายในหลายด้าน แต่โดยรวมการตัดสินใจยังรวมศูนย์อยู่มาก งานมีการแยกส่วน หลายหน่วยงานทำให้ติดขัดไม่คืบหน้า เกิดการท้วงติงจากประชาชนบ่อยๆ และเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ มักได้ยินคำว่า One stop service หรือหลังๆ จะได้ยินคำว่าใช้มาตรา 44 เพื่อผ่าทางตัน ภาครัฐ จึงควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้ชัดเจนและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะสิ่งที่ต้องการได้มากขึ้น

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานอนุกรรมการเตรียมการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซูเปอร์บอร์ด) และกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนา “ธุรกิจไทยในวันที่ไม่เหมือนเดิม”  บริบทของโลกไม่เหมือนเดิม (New Normal) ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวใน 3 มิติสำคัญ คือ 1) ปรับทิศทางให้องค์กรท้องถิ่นตัดสินใจเอง ที่ผ่านมาเห็นการกระจายในหลายด้าน แต่โดยรวมการตัดสินใจยังรวมศูนย์อยู่มาก งานมีการแยกส่วน หลายหน่วยงานทำให้ติดขัดไม่คืบหน้า เกิดการท้วงติงจากประชาชนบ่อยๆ และเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ มักได้ยินคำว่า One stop service หรือหลังๆ จะได้ยินคำว่าใช้มาตรา 44 เพื่อผ่าทางตัน ภาครัฐ จึงควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้ชัดเจนและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะสิ่งที่ต้องการได้มากขึ้น

2.ไทยต้องเพิ่มอัตราการพัฒนาเขตเมืองที่มีอัตราเพียง 30% เท่ากับกัมพูชา ลาว เวียดนาม เพราะการพัฒนายังกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว มาเลเชียและญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจพัฒนาดีมีอัตราสูงถึง 70 และ 90% ตามลำดับ เพื่อมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย

3.ต้องปรับกลยุทธ์ให้เอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ในช่วงที่รัฐต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอรองรับการพัฒนา เช่น การลงทุนร่วมรัฐ-เอกชน (PPP) โดยเฉพาะการลงทุนพื้นฐานที่ในต่างประเทศมีสัดส่วนที่ 15-20% แต่ไทยมีน้อยแทบนับโครงการได้ การบริการอะไรที่ภาคเอกชนทำได้ดีต้องให้เอกชนทำจะช่วยลดงบประมาณไม่ให้บานปลายได้ รวมถึงภาครัฐต้องปรับบทบาทให้เข้ากับบริบทใหม่

นอกจากนั้น รัฐต้องจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ ให้มาดูแลรัฐวิสาหกิจ เพื่อทำหน้าที่และบทบาทเจ้าของแทนประชาชาชน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจให้บริการที่ดีขึ้น

“ในภาวะที่โลกเปลี่ยนไปเช่นนี้ ภาครัฐต้องปรับตัวขับเคลื่อนประเทศในบริบทใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาของประเทศและยกระดับการบริการให้แก่ประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ” ประสาร กล่าว

บริบทโลกใหม่เกิดจาก 4 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ 1.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเมื่อ 20 ปีก่อน คนทั่วโลกใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 1% แต่ปัจจุบันคนกว่าครึ่งโลก หรือ 3,400 ล้านคน เข้าถึงแล้ว ไทยเอง 10 ปีก่อนมีคนใช้จาก 6 ล้านคน เพิ่มเป็น 39 ล้านคน ทำให้คนซื้อสินค้าจากโซเชียลมีเดีย ทำให้โลกเล็กลงคนเข้าถึงกันง่ายขึ้น

2.การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนอายุ 65 ปี มีสัดส่วนมากกว่า 20% ไทยเองก็เป็นเช่นนั้น การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร  การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จะทำให้มีการย้ายถิ่นฐานของประชากรข้ามพรมแดนและจากชนบทสู่เมืองมากขึ้น ส่งผลต่อการผลิต การบริการ และรูปแบบการบริโภค และนัยต่อนโยบายและภาระการคลังภาครัฐในระยะต่อไป

3.ศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจเปลี่ยนมาอยู่ที่จีน อินเดีย และเอเชีย คาดว่าปี 2573 จีนและอินเดียจะมีอัตราส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมกันมากกว่า 1 ใน 4 ของโลก นัยคืออำนาจซื้อจะมาอยู่ในเอเชียมากขึ้นและอาจเป็นศูนย์กลางการค้าโลกมาอยู่เอเชีย  ภาวะนี้จะทำให้ตลาดการเงินผันผวนคาดเดายาก ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปพักใหญ่ และ 4.โลกเชื่อมกับกติกาและมาตรฐานในหลายเรื่องจะมีความเป็นสากลมากขึ้น ผู้บริโภคจะใส่ใจในมาตรฐานสินค้าที่จะบริโภคมากขึ้น เห็นได้จากกรณีคำเตือนจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) มาตรฐานการบินของไทย หรือกรณียุโรปเตือนประมงผิดกฎหมาย หรือการแชร์สารตกค้างสูงในผักและผลไม้ในโซเชียล ฯลฯ ต่อไปการทำธุรกิจการค้าต้องคำนึงถึงมาตรฐานและกติกาโลกมากขึ้น ถ้าไม่ได้มาตรฐานโลกจะรู้และบอกต่อจึงส่งผลกระทบมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท