
ดึงเอกชนร่วมทุน ลดก่อหนี้6หมื่นล.
ครม.เห็นชอบแผนบริหารหนี้ฉบับใหม่ ลดวงเงินก่อหนี้ใหม่ 6 หมื่นล้าน หลังรัฐเปิดเอกชนร่วมทุนเพิ่ม
ครม.เห็นชอบแผนบริหารหนี้ฉบับใหม่ ลดวงเงินก่อหนี้ใหม่ 6 หมื่นล้าน หลังรัฐเปิดเอกชนร่วมทุนเพิ่ม
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2559 ครั้งที่ 2 โดยปรับลดกรอบวงเงินตามแผนบริหารหนี้จาก 1.74 ล้านล้านบาท เหลือ 1.67 ล้านล้านบาท หรือลดลง 6.81 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลจากโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 2 โครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ได้เปลี่ยนจากการกู้ไปเป็นการใช้งบประมาณรายปี และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ เปลี่ยนไปใช้วิธีการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (พีพีพี) จึงลดการก่อหนี้สาธารณะได้
นอกจากนี้ วงเงินตามแผนบริหารหนี้ที่ลดลง ยังมีสาเหตุจากการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไม่สามารถลงนามสัญญาก่อหนี้โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ได้ทันกำหนด ส่งผลให้หนี้โดยรวมลดลง
“ไม่อยากให้มีการตีความว่า การก่อหนี้สาธารณะที่ลดลง 6.8 หมื่นล้านบาท เป็นเพราะหน่วยงานของรัฐไม่สามารถลงนามสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงได้ทัน เพราะงบก้อนนี้เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเทียบไม่ได้กับการก่อหนี้สาธารณะในภาพรวมที่ลดลง” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ ระบุว่า สำหรับวงเงินตามแผนหนี้สาธารณะที่ปรับปรุงใหม่แล้ว 1.67 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 1.หนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 1.54 ล้านล้านบาท ลดลงจากแผนเดิม 7.06 หมื่นล้านบาท โดยแผนก่อหนี้ใหม่ลดลงเหลือ 5.02 แสนล้านบาท จากแผนเดิม 5.62 แสนล้านบาท หรือลดลง 6.03 หมื่นล้านบาท แผนปรับโครงสร้างหนี้ลดลงเหลือ 8.71 แสนล้านบาท จากแผนเดิม 9.01 แสนล้านบาท หรือลดลง 3.02 หมื่นล้านบาท และแผนการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเป็น 1.75 แสนล้านบาท จากแผนเดิม 1.55 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านบาท
และ 2.หนี้ของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติ ครม.ภายใต้แผนฯ 1.24 แสนล้านบาท โดยแผนการก่อหนี้ใหม่เพิ่มเป็น 5.08 หมื่นล้านบาท จากแผนเดิม 4.85 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2,250 ล้านบาท ส่วนแผนการปรับโครงสร้างหนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือ 2,300 ล้านบาท และแผนการบริหารความเสี่ยงไม่เปลี่ยนแปลง คือ 6.93 หมื่นล้านบาท







