posttoday
หยุดงานเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ

หยุดงานเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ

24 พฤษภาคม 2559

โดย....สมชาย สกุลสุรัตน์

โดย....สมชาย สกุลสุรัตน์

ผมเชื่อว่าบทความนี้คงมีคนเห็นต่างจำนวนมาก แต่ไม่เป็นไรครับ ท่านมีสิทธิที่จะคิดต่างไม่ผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ความเห็นต่างนำมาซึ่งปัญญาและความคิดที่จะแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

เรื่องที่จะพูดถึงวันนี้ คือเรื่องการหยุดงานยาวๆ ครั้งละ 3 วัน 5 วัน ในช่วงเทศกาล กับการหยุดงานแถมอีก 2 วันถ้าเผอิญวันหยุดราชการอยู่ปลายหรือต้นสัปดาห์ที่มีการแถมบ่อยๆ พักหลังๆ นี้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีการทบทวนความเหมาะสมว่าผลที่ได้นั้นคุ้มกับผลที่เสียหรือไม่

ความจริงผมเป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งแต่หนุ่มจนแก่ จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน จึงไม่มีเหตุผลส่วนตัวอะไรที่จะไม่ชอบให้มีการหยุดยาวๆ แต่ที่บอกว่าควรทบทวนนโยบายนี้ เพราะรู้สึกว่าเราชักจะหยุดงานกันจนเฟ้อ กลายเป็นคอยนับวันนับคืนว่าเมื่อไรจะได้หยุดงานยาวๆ

สมัยก่อนการหยุดงานยาวเกิน 3 วัน จัดว่าเป็นกรณีพิเศษจริงๆ อย่างวันหยุดธนาคารสิ้นเดือนเป็นประเพณีว่าไม่ให้มีการหยุดงานเกิน 3 วันต่อเนื่องกัน ผิดกับสมัยนี้หยุดกันบ่อยๆ จนเป็นเรื่องธรรมดา

เดิมทีนั้นการหยุดงานในเทศกาลสงกรานต์ก็หยุดกันแค่ 3 วัน จนมาสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงแถมวันหยุดให้อีกเป็นพิเศษ 2 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้คนต่างจังหวัดโดยเฉพาะคนจากภาคอีสานที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และจังหวัดภาคใต้ที่เป็นแหล่งสวนยางได้มีโอกาสกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว โดยสมัยนั้นให้ถือว่าเป็นวันครอบครัวไปด้วย  เพราะคนงานสมัยนั้นทำงานหนักต้องจากบ้านจากช่องมาทำงานหาเงินส่งกลับไปเลี้ยงพ่อแม่และครอบครัว และผลพลอยได้จากการให้มีการหยุดงานยาวๆ ในเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ความสำคัญของเทศกาลตรุษจีนในเมืองไทยลดลงไป

เพราะฉะนั้น การให้มีการหยุดงานยาวๆ ในเทศกาลสงกรานต์ จึงมีเหตุผลที่ดีทั้งด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และสังคมสนับสนุน แต่ต่อมาเกิดการหยุดงานแถมปิดหัวปิดท้ายสัปดาห์ โดยพักหลังนี้มีเหตุผลว่าให้มีการหยุดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมสงสัยว่าการหยุดงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมีผลจริงๆ เป็นชิ้นเป็นอันอย่างที่อ้างหรือไม่ แม้แต่ตัวเลขที่สถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการออกมาประเมินว่ามีตัวเลขใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ได้คิดต้นทุนความสูญเสียที่เกิดจากการหยุดงานยาวๆ บ่อยๆ ไว้หรือไม่ หรือคิดแต่รายได้ด้านเดียว

แน่นอนว่าการให้หยุดงานยาวๆ บ่อยๆ นั้น คนที่มีรายได้ประจำอย่างมนุษย์เงินเดือน หรือข้าราชการย่อมนิยมชมชอบ เพราะไม่ว่าเดือนหนึ่งจะทำงานกี่วัน ก็ได้รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่ถ้าคิดถึงลูกจ้างตามโรงงานหรือสถานที่ก่อสร้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ถ้าหยุดงานก็ไม่ได้รับค่าแรง การหยุดงานยาวๆ น่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่ค่อนข้างกระเบียดกระเสียรของคนเหล่านี้ แต่ถ้าบอกว่านายจ้างให้ทำงานวันหยุดจะได้ค่าล่วงเวลากลับไปเพิ่มต้นทุนการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยผลแห่งกฎหมายแรงงานเป็นต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น ในขณะที่เราพร่ำสอนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมพยายามลดต้นทุนการผลิตทุกบาททุกสตางค์เพื่อความอยู่รอด

การหยุดงานยาวๆ บ่อยๆ ทำให้เศรษฐกิจทั่วไปได้รับความเสียหาย ซึ่งเชื่อว่าถ้าคิดเป็นเม็ดเงินออกมาคงเป็นเงินจำนวนมหาศาล เพราะในขณะที่เมืองไทยหยุดงาน คนชาติอื่นเขายังทำงานตามปกติ ไม่ได้หยุดงานตามประเทศไทยไปด้วย การหยุดงานหลายวันหมายถึงความล่าช้าและความไม่สะดวกในการขนส่งสินค้า การเจรจานัดหมาย การจ่ายเงินรับเงิน ซึ่งในยุคที่ระบบการค้าขายและการผลผลิตของโลกที่อาศัยห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวพันกันทั้งโลก ความล่าช้าที่เกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งย่อมสร้างปัญหาและเพิ่มต้นทุนการผลิตอย่างรุนแรง

เหตุผลเหล่านี้ถ้านานๆ เกิดขึ้นคงปรับตัวยอมรับได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ จะกระทบถึงความสามารถในการแข่งขันของการค้าขายและอุตสาหกรรมของไทยในตลาดโลก ซึ่งต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรงอยู่แล้วทุกด้าน แน่นอนว่าถ้าจำเป็นผู้ประกอบการย่อมต้องหาทางแก้ไขปัญหา โดยยอมจ่ายค่าล่วงเวลาวิงวอนให้ลูกจ้างเข้ามาทำงาน แต่นั่นหมายถึงการเพิ่มทุนอย่างที่ได้พูดมาก่อนหน้านี้แล้ว และเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถผ่องถ่ายต่อไปให้ผู้ซื้่อในต่างประเทศได้ ถ้าต้องการรักษาการตลาดไว้

แต่ถ้าเผอิญหน่วยงานราชการหรือสถาบันการเงินปิดให้บริการไปด้วย ผู้ประกอบการคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะเลื่อนธุรกรรมต่างๆ ออกไป ลองคิดดูง่ายๆ ครับ ว่าถ้าท่านต้องการทำธุรกิจกับบริษัทที่หยุดงานการให้บริการบ่อยๆ ครั้งละหลายๆ วัน กับบริษัทที่นานๆ หยุดงาน ท่านจะใช้บริการของใครในระยะยาว

ผมไม่มีตัวเลขประมาณการความเสียหายหรือต้นทุนที่เกิดจากการหยุดงาน และไม่แน่ใจว่ามีผู้ประเมินความเสียหายไว้บ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็ดีจะได้นำมาเปรียบเทียบกับตัวเลขรายได้ที่ประมาณการกันออกมาละเอียดถี่ยิบถึงเศษสตางค์ จะได้ทราบว่าสุทธิแล้วการหยุดงานเป็นการสร้างรายได้ สร้างจีดีพีกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่ เป็นตัวเลขขาเดียวไม่ได้คิดต้นทุนตามหลักบัญชีเบื้องต้น

สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความสงสัยว่าการหยุดงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่ เพราะสองสามสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับครอบครัวในวันหยุดยาว ตั้งแต่สนามบินได้เห็นป้ายภาษาไทยต้อนรับ ไปถึงที่สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของเขา ว่ามีคู่มือการท่องเที่ยวภาษาไทยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และอาหารญี่ปุ่นที่คนไทยชอบชื่ออูด้ง (UDON) ที่เขาแปลเป็นไทยว่าอุดรธานี เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่าญี่ปุ่นทำอะไรเชยๆ ได้ไม่แพ้คนไทยเหมือนกัน ได้พบป้ายบริการภาษาไทยในห้างสรรพสินค้าและแห่งช็อปปิ้ง สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง และที่สำคัญคือได้พบปะเจอกับคนไทยทุกหนทุกแห่ง

ผมเลยไม่แน่ใจว่า การหยุดงานยาวๆ ของไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหรือเศรษฐกิจญี่ปุ่นกันแน่ เพราะดูเหมือนว่าคนไทยที่มีกำลังซื้อจะแห่กันไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นกันโดยพร้อมเพรียง จนกล่าวกันว่าเดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวไทยมีจำนวนมากเป็นอันดับสองถัดจากนักท่องเที่ยวจีน

นอกจากเหตุผลด้านเงินๆ ทองๆ แล้ว ผมว่าการสร้างนิสัยให้ผู้คนรอวันหยุดงานนั้นไม่น่าจะใช่ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่ให้หยุดผมก็ยินดีจะหยุดครับ ไม่ประท้วงใดๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท