posttoday
Zombie Economy ของญี่ปุ่น (ตอนที่ 1)

Zombie Economy ของญี่ปุ่น (ตอนที่ 1)

24 พฤษภาคม 2559

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

ในเวลานี้คงมีคุณผู้อ่านหลายท่านที่มีความรู้สึกว่า เศรษฐกิจของไทยในเวลานี้มีอาการเซื่องซึมและคงต้องรออีกสักระยะหนึ่งกว่าอาการจะเริ่มดีขึ้น คนญี่ปุ่นเองก็เหมือนกัน เพียงแต่ของไทยเราน่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี (จำได้ว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นล่าสุดน่าจะในปี 2555 และหวังว่าจะกลับมาดีอีกก็น่าจะในปี 2560 หรือ 2561) แต่ของญี่ปุ่นใช้เวลามาเกือบ 30 ปี ปัจจุบันก็ยังไม่เห็นฝั่งฝันเลย

ผมจึงอยากนำเรื่อง “Zombie Economy” หรือ “ภาวะเศรษฐกิจแบบผีดิบ” จะอยู่ก็ลำบาก จะตายก็ตายไม่ได้ มาเป็นอุทาหรณ์ให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน ดังนี้ครับ

เมื่อสินค้าญี่ปุ่นแสดงอิทธิฤทธิ์

คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสงครามโลก ครั้งที่ 2 กันมาบ้าง และบางท่านก็คงรู้ดีว่าญี่ปุ่นได้รับความพ่ายแพ้จากสงครามในครั้งนั้นอย่างยับเยิน ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนีก็พยายามที่จะพัฒนาประเทศตนให้กลับมามีสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมให้กลับมาดีเหมือนเดิมให้จงได้

ญี่ปุ่นเองได้รับเทคโนโลยีจากสหรัฐเป็นจำนวนมาก ด้วยการลอกเลียนแบบและต่อยอดเทคโนโลยีของสหรัฐ ก็ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มผลิตสินค้าที่มีหลากหลายยี่ห้อออกไปสู่ตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า ดัทสัน (นิสสัน) โซนี่ เนชั่นแนล (พานาโซนิค) เป็นต้น แต่สินค้าในช่วงแรกก็ขายได้ไม่ดีนัก

ในปี 2513 องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (Organization of Petroleum Exporting Countries - OPEC) ก็ได้รวมหัวกันควบคุมโควตาการส่งออกน้ำมัน และบีบให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 เหรียญสหรัฐ พุ่งขึ้นไปถึงกว่า 35 เหรียญสหรัฐ หลังจากนั้นรถยนต์ของญี่ปุ่นที่มีขนาดเล็กและกินน้ำมันน้อยกว่ารถยนต์คันใหญ่ของสหรัฐ ก็เข้าไปตีตลาดรถยนต์ของสหรัฐกระเจิง และทำให้รถยนต์ญี่ปุ่นมีบทบาทสูงในตลาดโลก

ต่อมาญี่ปุ่นได้ดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าไปทั่วโลก โดยสินค้าญี่ปุ่นจะมีราคาที่ถูกและคุณภาพที่ใช้ได้ไปตีตลาดสินค้าท้องถิ่นในหลายๆ ประเทศขายอย่างรุนแรง และทำให้ธุรกิจร้านค้าในหลายประเทศต้องล้มละลายไป จึงได้สร้างความเกลียดชังและโกรธแค้นให้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จนมีหลายประเทศให้สมญานามญี่ปุ่นว่า “สัตว์เศรษฐกิจแห่งเอเชีย”

พอมาถึงช่วงปี 2523-2528 ค่าเงินของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่นและค่าเงินดอยช์มาร์กของเยอรมนี ซึ่งปัญหาเรื่องค่าเงินก็ได้ทำให้อุตสาหกรรมหลายประเภทของสหรัฐประสบกับความยากลำบากในการทำธุรกิจ จึงทำให้หลายๆ บริษัทพากันออกมาเดินขบวนและสร้างกระแสการกีดกันสินค้าจากต่างชาติที่เข้ามาตัดราคา โดยอาศัยค่าเงินที่ต่ำกว่า ได้แก่ ไอบีเอ็ม (IBM) แคทเตอร์พิลลาร์ (Caterpillar) โมโตโรลา (Motorola) เป็นต้น โดยมุ่งเน้นโจมตีไปที่ค่าเงินเยนและเงินดอยช์มาร์กที่อ่อนค่าเกินปกติ เพราะสินค้าของญี่ปุ่นและเยอรมนีขายดีไปทั่วโลก

ช่วงแรกรัฐบาลของ โรนัลด์ เรแกน ก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แต่กระแสบีบรัดให้รัฐบาลอเมริกันต้องตอบโต้ก็แรงขึ้นเรื่อยๆ โดยสภาคองเกรสได้ออกกฎหมายโต้ตอบทางการค้ากับสินค้าจากทั้งสองประเทศ และบีบให้รัฐบาลเรแกนต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นการตอบโต้ค่าเงินเยนและดอยช์มาร์ก และท้ายที่สุดก็นำไป

สู่ ‘สนธิสัญญาพลาซา’

ในวันที่ 22 ก.ย. 2528 ที่โรงแรมพลาซา นครนิวยอร์ก มีการลงนามกันในสนธิสัญญาพลาซา (Plaza Accord) สนธิสัญญานี้เป็นการริเริ่มโดยสหรัฐและได้เชิญอีก 4 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้นมาตกลงกันและร่วมลงนาม ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยวัตถุประสงค์ของสัญญาฉบับนี้ก็คือ ผูกมัดให้ทุกประเทศที่ลงนามต้องร่วมกันแทรกแซงตลาดเงินเพื่อให้ค่าเงินของอเมริกามีค่าอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินดอยช์มาร์กของเยอรมนี

ฤาญี่ปุ่นจะครองโลก

ในช่วงปี 2528-2532 เป็นไปดั่งคาดหมายค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลง 51% เมื่อเทียบกับเงินเยน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี พูดง่ายๆ ก็คือ เงินเยนแข็งค่าขึ้นเท่าตัว ทำให้เม็ดเงินที่มีต้นทุนถูกจำนวนมหาศาลไหลเข้าญี่ปุ่น เพื่อเก็งกำไรค่าเงินเยนที่ต้องแข็งตัวขึ้น

จากกราฟเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงปี 2529-2533 (ค.ศ. 1986-1990) นับตั้งแต่ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจากระดับสูงกว่า 240 เยน มาสู่ระดับต่ำกว่า 120 เยน/เหรียญสหรัฐ ดัชนีนิกเกอิจากระดับต่ำกว่า 1.5 หมื่นจุด ก็ผ่านช่วงดีที่สุดของตลาดหุ้นโตเกียวที่เรียกว่า “51 months of Bubble Boom” โดยดัชนีนิกเกอิขึ้นติดต่อกันตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2529-ก.พ. 2534 เป็นระยะเวลา 51 เดือนของการที่ดัชนีนิกเกอิปรับตัวขึ้นโดยตลอด จนทำให้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างมโหฬารและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38,957.44 ในปี 2532

ธนาคารของญี่ปุ่นหลายธนาคารมีเงินทุนเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาลและติดอันดับโลกนับเป็นสิบๆ ธนาคาร ส่งผลให้ปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชนของญี่ปุ่นจำนวนมหาศาลเช่นกัน มีการเข้าซื้อโรงงาน เครื่องจักร อาคาร และอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ราคาบ้านและที่ดินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทิ่ดินในญี่ปุ่นหลายแห่งติดอันดับแพงที่สุดในโลก

ในสหรัฐ ญี่ปุ่นได้สร้างอภินิหารให้คนอเมริกันทั้งประเทศอกสั่นขวัญแขวน นับตั้งแต่ที่บริษัท โซนี่ ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใช้เงิน 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าซื้อโรงถ่ายภาพยนตร์โคลัมเบีย พิกเจอร์ส ในปี 2532

ในปีเดียวกัน บริษัท มัสซูชิตะ เจ้าของแบรนด์เนชั่นแนลและพานาโซนิค ก็ทุ่มเงิน 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าซื้อบริษัท เอ็มซีเอ (MCA) ผู้เป็นเจ้าของโรงถ่ายยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ และสิ่งที่ทำให้คนอเมริกันตกตะลึงกันทั้งประเทศก็คือ บริษัท มิตซูบิชิ เข้าซื้ออาคารร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Building) ใจกลางมหานครนิวยอร์กหนึ่งในอาคารที่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งของสหรัฐ

“อาคารร็อคกี้เฟลเลอร์” กลางมหานครนิวยอร์ก หนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งของสหรัฐ

ภาพความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นได้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนในภาพยนตร์เรื่อง “Die Hard” ภาคแรก ที่แสดงนำโดย บรูซ วิลลิส โดยเนื้อเรื่องเริ่มต้นที่ชาวญี่ปุ่นเปิดพลาซาที่ยิ่งใหญ่มีชื่อว่า “Nakatomi Plaza” ใจกลางนครลอสแองเจลิส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่ำรวยและยิ่งใหญ่ของบริษัทญี่ปุ่นในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

ณ เวลานั้น คนเกือบทั่วโลกต่างพากันคิดว่า “ญี่ปุ่น” เจ้าแห่งเศรษฐกิจตนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว และกำลังจะกลายเป็น “เจ้าโลก” ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยไม่มีผู้ใดจะหยุดยั้งได้

อ่านต่อตอนจบ ในวันพรุ่งนี้นะครับ แล้วพบกันครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท