posttoday
ล่าขบวนการงาบหัวคิวยาสูบ

ล่าขบวนการงาบหัวคิวยาสูบ

09 สิงหาคม 2553

เรียกได้ว่าถูกแฉให้เห็นถึงความ “เน่าเฟะ” ในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจของไทยอีกครั้ง

เรียกได้ว่าถูกแฉให้เห็นถึงความ “เน่าเฟะ” ในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจของไทยอีกครั้ง

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ล่าขบวนการงาบหัวคิวยาสูบ

เรียกได้ว่าถูกแฉให้เห็นถึงความ “เน่าเฟะ” ในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจของไทยอีกครั้ง

เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ กล่าวหาพนักงานโรงงานยาสูบรับสินบนเบ็ดเสร็จ 64 ล้านบาท จากสองบริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ

หนึ่งคือบริษัท ยูนิเวอร์แซล คอร์ป จากเมืองริชมอนด์ ในรัฐเวอร์จิเนีย

สองคือบริษัท อลิอันซ์ วัน อินเตอร์เนชันแนล แห่งเมืองมอร์ริสวิลล์ ในรัฐนอร์ทแคโรโลนา

ทั้งสองคือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการส่งออกยาสูบระดับโลก ที่ปัจจุบันมีอยู่ไม่ถึง 10 บริษัท

แม้ในรายงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ไม่ได้ระบุว่าจ่ายเงินให้ใคร และจ่ายเพื่อติดสินบนโครงการอะไร

แต่ข้อมูลเชิงลึกที่ตรวจสอบได้ก็คือ เป็นการจ่ายเงินค่า “หัวคิว” เพื่อล็อบบี้ให้โรงงานยาสูบของไทยซื้อใบยาจาก 2 บริษัทนี้ ในช่วงปี 2543-2547

โดยในช่วงปี 2543 ยังคงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสิ้นสุดรัฐบาลนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็น รมว.คลัง และนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล เป็น รมช.คลัง

ขณะที่ปี 2544 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศ

มีการแต่งตั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น รมว.คลัง และมีนายวราเทพ รัตนากร เป็น รมช.คลัง ดูแลโรงงานยาสูบ

รูปแบบการบริหารโรงงานยาสูบ จะมีคณะกรรมการที่ทางกระทรวงการคลังเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งแน่นอนว่าจะเชื่อมโยงกับกรมสรรพสามิต เพราะเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บภาษีบุหรี่แบบเต็มๆ

ส่วนเงินใต้โต๊ะก้อนใหญ่ 64 ล้านบาทนี้ จะจ่ายให้ใครนั้น คงต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะต้องจับมือมืดมาดมให้ได้

แต่ตามกฎหมายแล้ว หากเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่เกินกว่า 50 ล้านบาท จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการโรงงานยาสูบให้อนุมัติก่อน

นายอำนาจ เพิ่มชาติ รองผู้อำนวยการยาสูบ ด้านใบยา และรักษาการแทนผู้อำนวยการยาสูบ กล่าวว่า ปกติโรงงานยาสูบจะซื้อใบยาจากหลายแหล่ง ไม่เพียงแต่สหรัฐเท่านั้น ยังรวมถึงบราซิลและจีนด้วย

โดยสาเหตุที่ทั้งสองบริษัท มีการจ่ายเงินเพื่อล็อบบี้ให้คนในโรงงานยาสูบนำเข้าใบยานั้น อาจเป็นช่วงที่ราคายาสูบที่มาจากประเทศบราซิลต่ำกว่าและมีคุณภาพดีกว่าจากสหรัฐโดยตรง

ขณะที่ใบยาของประเทศไทยนั้น มีการผลิตมากก็จริง แต่โรงงานยาสูบคงไม่สามารถใช้ใบยาในประเทศทำบุหรี่ได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องมีส่วนผสมของใบยาจากหลากหลายแหล่ง เพื่อให้บุหรี่มีรสชาติถูกปากคนไทย ไม่ขมหรืออ่อนเกินไป

“ปกติการซื้อใบยาก็เหมือนการทำอาหาร ที่เวลาซื้อวัตถุดิบต้องดูคุณภาพ ความสด ซึ่งแตกต่างกันไปตามดินฟ้าอากาศ ซึ่งทำให้ราคาไม่เท่ากันทุกแห่ง” นายวินัย ระบุ

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าใบยาสูบจากต่างประเทศในสัดส่วนประมาณ 13% ลดลงจากเดิมที่ต้องนำเข้าถึง 20%

หากตรวจสอบเข้าไปจะพบว่า ในช่วงปี 2546 มีการนำเข้าใบยาจากต่างประเทศ วงเงินทั้งสิ้น 1,887 ล้านบาท ต่อมาปี 2547 มีการสั่งซื้อใบยาต่างประเทศอีก 1,097 ล้านบาท

ขณะที่ใบยาในประเทศมีสัดส่วนการซื้อในปี 2546 ที่ 2,862.91 ล้านบาท และปี 2547 ที่ 2,610.56 ล้านบาท

รักษาการผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ระบุว่า ในสหรัฐมีบริษัทผู้จำหน่ายใบยา 12-13 ราย แต่ปัจจุบันเริ่มลดลงเหลือประมาณ 5-6 รายแล้ว

โดยบริษัทเหล่านี้จะมีการกระจายออฟฟิศตัวแทนจำหน่ายไปยังแหล่งผลิตทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในบริษัทที่ถูกจับได้ว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะก็มีออฟฟิศอยู่ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน

ขณะที่ประเทศบราซิลคือแหล่งใหญ่จริงๆ ในการผลิตใบยา จะมีออฟฟิศของบริษัทตัวแทนจำหน่ายข้ามชาติอยู่จำนวนมาก ขณะที่บริษัทท้องถิ่นไม่ค่อยมีศักยภาพในการขายเท่ากับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้

ทั้งนี้ บริษัท ยูนิเวอร์แซลฯ คือบริษัทที่เกิดจากการรวมกิจการกับบริษัท ไดมอน อิงก์ และสแตนดาร์ด คอมเมอร์เชียล

บริษัทนี้ติดสินบนเจ้าหน้าที่โรงงานยาสูบของไทยมูลค่าสูงถึง 8 แสนเหรียญสหรัฐ หรือราว 25.7 ล้านบาทเพื่อแลกเปลี่ยนกับสัญญาซื้อขายมูลค่าราว 11.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 369 ล้านบาท

ขณะที่บริษัท อลิอันซ์ วันฯ ได้ร่วมกับอีก 3 บริษัทข้างต้นติดสินบนพนักงานโรงงานยาสูบของไทยด้วยเงินมูลค่ากว่า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ราว 38 ล้านบาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับสัญญาซื้อขายมูลค่าราว 18.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 587 ล้านบาท

การที่ทั้งสองบริษัทยอมจ่ายค่าปรับกว่า 400 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐนั้น เท่ากับเป็นการยอมรับความผิดในตัวอยู่แล้ว

นายวินัย ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างหลายปี แต่เท่าที่ตรวจสอบกับหน่วยที่ดูแลเรื่องนี้ ยืนยันว่าน่าจะเป็นเรื่องนำเข้าใบยาสูบ แต่ในรายละเอียดคงต้องไปตรวจย้อนหลังและรายงานคณะกรรมการยาสูบอีกครั้ง

โดยทางเจ้าหน้าที่ระบุว่าปัญหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างได้ลดลงในระยะหลัง เนื่องจากมีการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีออกชัน เริ่มในปี 2548

“บริษัทต่างชาติค่อนข้างประหลาดใจว่าประเทศไทยซื้อใบยาค่อนข้างน้อย แต่ต้องประมูลแบบอีออกชันซึ่งไม่ค่อยมีความสะดวกนัก แต่บริษัทของสหรัฐก็ยังคงเข้ามาร่วมประมูลอยู่” นายวินัย กล่าว

ปัญหาการทุจริตในวงราชการที่ฉาวโฉ่นี้ ไม่ใช่ครั้งแรก...

เพราะเมื่อย้อนไปไม่นานนี้ จะพบว่า ปี 2551 คณะลูกขุนนครลอสแองเจลิส สหรัฐ ตัดสินว่า นายเจอรัลด์ กรีน และนางแพทริเซีย กรีนส์ สองสามีภรรยา เจ้าของบริษัทผลิตภาพยนตร์ในฮอลลีวูดของสหรัฐ มีความผิดข้อหาติดสินบน นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

โดยจ่ายเงินให้นางจุฑามาศทั้งหมด 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อให้ ททท. คัดเลือกเป็นผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ หรือ Bangkok International Film Festival (BIFF) ปี 2546-2550

หลังจากนั้นก็เป็นคิวของ ป.ป.ช. ที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งล่าสุดพบว่าคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐาน กรณีของนางจุฑามาศ โดยระบุว่า เพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา

กรณีทุจริตโรงงานยาสูบคงไม่พ้นตาข่ายเดียวกัน ซึ่งต้องสาวกันต่อไป

งานนี้ เรียกว่าเขี้ยวเล็บในการตรวจสอบเงินใต้โต๊ะของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ มีศักยภาพสูงขึ้น ไม่ใช่จะทุจริตกันง่ายๆ อย่างสมัยก่อน

สำคัญก็คือ จะสามารถสาวไปถึงต้นตอหรือ “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังของการทุจริตได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท