หลวงตายี บิณฑบาตจากรุกขเทวดา
ภาพเก่าวันนี้เป็นภาพหลวงตายี ปญฺญภาโร พระชื่อดังแห่งวัดดงตาก้อนทอง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอภัยสุวรรณภูมิ
โดย...ส.สต
ภาพเก่าวันนี้เป็นภาพหลวงตายี ปญฺญภาโร พระชื่อดังแห่งวัดดงตาก้อนทอง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอภัยสุวรรณภูมิ ต.ไผ่ล้อม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ช่วงปี 2500-2512 ในเรื่องอภินิหาร เช่น บิณฑบาตจากรุกขเทวดา และยืดเหรียญ ร.4 แล้วเสกเป็นทอง ต่อมาเปลี่ยนมาญัตติเป็นพระธรรมยุต มรณภาพปี 2515
พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนา ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เดินทางไปพิสูจน์ความจริงถึงวัด เมื่อปี 2508 จากนั้นนำเรื่องที่พบเห็นมาพูดทางวิทยุโทรทัศน์ คนฟังเห็นจริงเห็นจังตามไปด้วย กลายเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ แทนที่จะให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์ หรือช่วยกันตรวจสอบพิสูจน์ความจริง ทำเอา พ.อ.ปิ่น เกือบเสียคน จึงนำมาเขียนไว้ในเรื่อง ใครผิด โดยไม่ระบุชื่อพระที่ท่านไปพิสูจน์ว่าเป็นใคร แต่คนร่วมสมัยอ่าน (เช่นผู้เขียน) ก็รู้ว่าท่านหมายถึงหลวงตายี
พ.อ.ปิ่น เขียนว่า เหตุเกิดระหว่างปี 2507-2508 เมื่อผู้บังคับบัญชาให้ไปพิสูจน์ ผู้แต่งกายคล้ายพระภิกษุ แต่อยู่กับครอบครัว ตั้งตัวเป็นอาจารย์ทางเครื่องรางของขลัง มีวิชาพิเศษทำให้คนเลื่อมใส คือ บิณฑบาตข้าวจากรุกขเทวดา การเสกคาถายืดเหรียญบาทแล้วเสกให้เป็นทองคำ อยู่ชนบทห่างไกลใน จ.พิษณุโลก
ท่านส่งคนไปสืบในทางลับมาก่อนแล้ว ก่อนไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
พ.อ.ปิ่น เล่าว่า เมื่อเดินทางไปพบพระภิกษุดังกล่าว พระรูปนั้นให้อธิบดีปิ่นเอาน้ำแป้งเจิมใสๆ เทลงที่ฝ่ามือของท่าน (ของพระ) ครู่เดียวท่านเทน้ำใสๆ ใส่มือข้าพเจ้า แต่พอน้ำนั้นถึงมือ กลายเป็นพระเครื่อง (แบบพระสมเด็จ) ต่อหน้าต่อตา ข้าพเจ้าประหลาดใจมาก จับพิรุธไม่ได้
การพิสูจน์อีกครั้งเริ่มวันที่ 11-12 ก.ย. 2508 ณ สำนักของอาจารย์ ท่านได้แสดงสิ่งประหลาดให้ข้าพเจ้าและคณะดูสองอย่าง คือ การอุ้มบาตรไปยืนอยู่กลางแจ้ง (เวลา 06.45 น.) เบื้องหน้าพวกเราราว 20 คน และอยู่ห่างจากพวกเราราว 3-4 วาเท่านั้น ครู่เดียวท่านได้ข้าวยังอุ่นๆ เต็มบาตร โดยที่พวกเราไม่เห็นคนใส่เลย และในบาตรนั้นมีลูกประคำทองสองลูก ข้าพเจ้าได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะจับพิรุธ บาตรก็เช็ดกับมือตรวจดูด้วยตาตัวเอง ทุกระยะไม่มีอะไรกำบังทั้งสิ้น (จะมีบ้างก็ตอนพวกเราจุดธูปอธิษฐาน คลาดสายตาจากท่านราว 2-3 นาที) ในที่สุดก็จับพิรุธท่านไม่ได้อีก
วันเดียวกันเวลาราว 10.30 น. ท่านได้ทำพิธีเสกเงินเหรียญบาทรัชกาลที่ 4 ข้าพเจ้าและคณะได้ตรวจเงินเหรียญนั้นก่อน แล้วให้ท่านเสก อึดใจเดียวท่านก็ยืดเงินนั้นออกเป็นแผ่นด้วยมือของท่าน ต่อจากนั้นก็เสกแผ่นเงินนั้นให้กลายเป็นทองคำ ทุกอย่างทำต่อหน้าคนสัก 20 คน ไม่มีอะไรปกปิดเลย ตัวท่านและวัตถุที่เสกนั้นก็ห่างจากตัวข้าพเจ้าและท่านผู้ใหญ่ที่จ้องดูอยู่ไม่เกิน 2 ศอก แต่ก็ไม่อาจจับพิรุธได้อีก (ลูกประคำทองและแผ่นทองนั้น ท่านมอบให้พวกเรามา ข้าพเจ้าได้นำไปให้ร้านทองพิสูจน์ดู เขารับว่าเป็นทองคำจริง 99 เปอร์เซ็นต์)
รวมความว่า ข้าพเจ้าได้เห็นการแสดงของท่านผู้นี้สามครั้งสามเรื่อง แต่จับพิรุธไม่ได้เลย
พ.อ.ปิ่น นำเรื่องนี้มาพูดทางวิทยุ ทีวี เพื่อหานักปราชญ์ช่วยตัดสิน แต่พูดดีเกินไปคนฟังเชื่อว่าหลวงตายีทำได้ ปรากฏว่าถูกหนังสือพิมพ์จวกแหลกว่าอธิบดีโง่เง่า ที่ไม่อาจจับพิรุธการแสดงของผู้นั้นได้ โจมตีเอาเป็นเอาตาย จนใครๆ เห็นเป็นเรื่อง “เข่นฆ่าให้อาสัญ” เอาทีเดียว
พ.อ.ปิ่น สรุปว่า การเอาประชามติออกมาใช้ประกอบการทำงานนั้น หากไม่ดู “ฤกษ์บน-ฤกษ์ล่าง” ให้ดีแล้วก็จะเป็นภัยแก่ตัวเอง
ส่วนอภินิหารหลวงตายี ไม่มีใครพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ แต่ท่านออกเหรียญ หรือผ้ายันต์มา มีผู้ศรัทธาจองหมด


