
ลงทุนสไตล์ ‘เพซฯ’
ปี 2557 ที่ผ่านมาถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น เพราะ “ตึกมหานคร”
ปี 2557 ที่ผ่านมาถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น เพราะ “ตึกมหานคร” ที่ก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ ต้องมาพิจารณากันอีกรอบว่าภาพรวมของตลาดเป็นอย่างไร ซึ่งตัวเลขที่ออกมาก็ไม่ได้แย่มาก แต่ก็ไม่ใช่ตลาดขาขึ้น เช่นเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ณ วันนี้จะเหมือนเดิมหรือเปล่าไม่แน่ใจ ตอบยาก เพราะราคาขยับขึ้นมาเยอะแล้ว ซัพพลายในตลาดก็มีมากขึ้น จึงไม่มีใครรู้ว่า
ในอีก 5 ปีข้างหน้าตลาดอสังหาฯ จะเป็นไปในทิศทางใด
ดังนั้น ในฐานะที่บริษัท เพซฯ เป็นมหาชน ที่จะต้องสร้างการเติบโตขึ้นทุกปี เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุน ถ้าหากจะพัฒนาอสังหาฯ เพื่อขายอย่างเดียวจะมีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะตัวเลขรับรู้รายได้จากการขายนั้นไม่สามารถรับรู้ได้ทันที จะต้องรอจนกว่าตึกเสร็จและมีการโอน จึงมีความเสี่ยงที่จะผันแปรตามภาวะเศรษฐกิจ
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องมองหาช่องทางหรือกลยุทธ์ใหม่ๆ ไปสู่ธุรกิจอื่นเพิ่ม ซึ่งจากที่ได้ทำร้านดีน แอนด์ เดลูก้ามา 3-4 ปี ก็เห็นว่าธุรกิจนี้ไปได้ดีและขายได้ดีด้วย จากเดิมที่คิดจะทำร้านกาแฟเป็นงานอดิเรก แต่ไม่ได้คิดเป็นเรื่องใหญ่ แต่พอดูตัวเลขคำนวณไปมาสามารถขยายได้เป็นร้อยๆ สาขา จึงไม่ใช่ธุรกิจเล็กๆ และไม่เหมือนกับอสังหาฯ ที่สร้างมาแล้วขายไป ก็เลยมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี จึงได้ไปเจรจากับฝรั่งที่เป็นเจ้าของธุรกิจ โดยบอกว่าลูกค้าคนไทยที่มาทานในร้านชอบมากเลยกับแบรนด์ดีน แอนด์ เดลูก้า ถ้ามีโอกาสก็อยากสานต่อธุรกิจให้มากกว่านี้ ถือเป็นโอกาสหาเรื่องคุยไปเรื่อยๆ เพราะถ้าหากไปบอกว่าขอซื้อเลยคงไม่มีทางขายให้อย่างแน่นอน เพราะเจ้าของแบรนด์นี้ก็เป็นเศรษฐีที่มีเงินอยู่แล้ว
“หลังจากผ่านการเจรจาพูดคุยกันไปได้เกือบปี เขาคงรู้ละว่าผมชอบจริงๆ สุดท้ายเขาก็ใจอ่อนยอมขายดีนฯ ให้ โดยคนที่เป็นฝ่ายติดต่อประสานงานให้ก็ถามว่าที่พูดมาหมายถึงต้องการจะซื้อธุรกิจดีน แอนด์เดลูก้าใช่ไหม เพราะ 1 ปีที่ผ่านมาพูดกันอ้อมๆ เราก็บอกว่า เราสนใจจริงๆ จึงได้มีการเจรจากันให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่การเจรจานั้นก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเขาไม่ได้ต้องการเงิน แต่สิ่งที่สำคัญคือเขาห่วงแบรนด์สินค้าเขามากกว่า”
แต่สิ่งสำคัญที่มองคือ ถ้าซื้อดีน แอนด์ เดลูก้ามาได้ จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักที่จะไดเวอร์ซิฟายด์ธุรกิจ จนกระทั่งปลายปี 2557 ก็มีการเซ็นสัญญาซื้อธุรกิจนี้ โดยเจ้าของดีน แอนด์ เดลูก้าตอนนี้อายุ 70 ปี และมีลูกสาวหนึ่งคน เป็นเศรษฐีและมีธุรกิจอื่นด้วย อาทิ เป็นเจ้าของไร่ไวน์ ซึ่งลูกสาวเป็นคนเลือกว่าจะทำไวน์มากกว่า เพราะอาศัยอยู่ในไร่ไวน์มาตั้งแต่เด็ก
ธุรกิจในปัจจุบันของเพซฯ จึงแยกออกเป็นสองขาหลัก คือ อสังหาฯ ก็เดินหน้าไป ส่วนร้านดีน แอนด์ เดลูก้าที่มองเรื่องขยายสาขาที่สหรัฐเพราะแบรนด์นี้เกิดขึ้นที่นั่น อายุแบรนด์ไม่ต่ำกว่า 39 ปี ที่มีคนรู้จักเยอะมาก แต่ร้านนี้กลับมีสาขาไม่มาก ร้านหลักๆ จะอยู่ที่นิวยอร์ก ก็เลยคิดว่าจะไม่ขยายอสังหาฯ มาก ขณะเดียวกันก็เดินหน้าทำโครงการเดิมให้สำเร็จ และเน้นขายสาขาในสหรัฐเป็นหลัก แม้ว่าปัจจุบันจะมีนักธุรกิจจากหลายประเทศมาขอไปดำเนินธุรกิจก็ตาม
“เวลานี้นอกจากจะมีอสังหาฯ แล้วก็มีธุรกิจอาหาร เพราะโมเดลการทำธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขายเพียงอย่างเดียวในระยะยาวผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้ เพราะว่าบ้านไม่มีวันหมดอายุเหมือนกับอาหาร บ้านมันซื้อไปแล้วอีกกี่ปีจะสามารถกลับมาซื้อใหม่ได้อีกครั้ง”
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในความดูแลของบริษัทแบ่งออกเป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ โครงการมหานครและมหานคร คิวบ์ โครงการนิมิตหลังสวน โครงการศาลาแดง เรสซิเดนเซส โครงการไฟคัสเลน และโครงการมหาสมุทร ซึ่งในอนาคตยังมีแผนจะพัฒนาโครงการต่อเนื่อง เพราะยังคงชื่นชอบโดยเน้นการทำตลาดไฮเอนด์ วางแผนจะพัฒนาโครงการใหม่ปีละ 1-2 โครงการ แต่จะต้องเลือกทำเลที่ถูกต้องด้วย เพราะตลาดไฮเอนด์จะต้องแม่นทุกอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของที่ดิน เพราะถ้าไม่ใช่ก็จะเป็นความเสี่ยงที่จะขายสินค้าไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบริการและบริหารการขาย คือ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก โรงแรมบางกอกเอดิชั่น และธุรกิจไลฟ์สไตล์พรีเมียมหรือร้านดีน แอนด์ เดลูก้า
ขณะเดียวกัน ก็มีธุรกิจที่ทำในนามส่วนตัวอีก 2 บริษัท คือ บริษัท โฟร์ทีน พอยท์ส ทำธุรกิจนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารระดับโลก อาทิ “ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูงชง” และ “โว้ก เลาจน์” มาเปิดอยู่ในอาคารมหานคร คิวบ์ และบริษัท เฟียร์ซ พับลิชชิ่ง ดำเนินธุรกิจสิ่งพิมพ์และนิตยสาร “2 Magazine” “Hollywood Reporter Thailand” และ “Billboard Thailand”
ชีวิตของนักธุรกิจหนุ่มวัย 38 ปี ในช่วงนี้จึงต้องเดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐเพื่อเดินหน้าทำในสิ่งที่เขารัก ทั้งธุรกิจอสังหาฯ ร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ เป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของชีวิตให้สมบูรณ์แบบ







