
ผิดหวังปฏิวัติเสียของซ้ำรอยคมช. ‘คสช.คือรัฐบาลอำมาตย์ที่แท้จริง’
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ บรรยากาศช่วงแรกเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย
โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ บรรยากาศช่วงแรกเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่เมื่อผ่านไป 2 ปี กองเชียร์บางส่วนเริ่มเห็นต่าง บ้างถึงขั้นออกมาตำหนิแล้วรู้สึกผิดหวังที่เคยร่วมม็อบ กปปส. เปิดทางให้เกิดการรัฐประหาร เพราะเห็นว่า การแก้ปัญหาประเทศของ คสช.เดินไม่ถูกทาง
ผู้ที่เคยเข้าไปร่วมงานปฏิรูปในช่วงแรกกับรัฐบาล คสช. อย่าง หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พูดอย่างมั่นใจว่า ผ่านมา 2 ปี รัฐบาลไม่มีความชัดเจนสักเรื่อง เพราะช่วงที่ คสช.เข้ามาใหม่ทุกคนคิดว่าจะมาแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลอื่นทำไว้ เช่น ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม ปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบที่ไม่เคยแก้ไขได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อ คสช.เริ่มเข้ามาทำงานก็เดินหน้าเรื่องการปฏิรูป แต่เมื่อทำจริงมีการตั้ง สปช.ขึ้นมาเพื่อปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง แต่เมื่อถึงเวลา สปช.ได้เสนอว่า ถ้าจะปฏิรูปต้องแก้ไขกฎหมาย เมื่อเสนอไปกลับไม่ถูกตอบรับจนผ่านมาขณะนี้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งมองว่าตอนแรกทหารจะเข้ามาแก้ไขระบบราชการ แต่วันนี้เข้าใจว่าราชการขณะนี้จัดแถวทหารเรียบร้อยหมดแล้ว ทำให้ระบบข้าราชการหนักไปกว่าเดิมมากโดยประชาชนแทบไม่ได้อะไรจากการเข้ามาของรัฐบาลนี้
หาญณรงค์ ย้ำว่า ถ้าจะทำให้การปฏิรูปมีความชัดเจนควรจะต้องวางโครงสร้างในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน แต่ความเป็นจริงทุกวันนี้ที่รัฐกลับนำเจ้าสัว นายทุน ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามา จึงไม่เห็นถึงปัญหาของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจับจ่ายซื้อของประชาชนตามตลาด ห้างสรรพสินค้า ที่ทุกวันนี้มีปริมาณลดลง
“2 ปีที่ผ่านมาเป็นการปฏิวัติที่เสียของ เพราะสิ่งที่เคยพูดไว้ไม่ได้ทำทั้งหมด และที่จะปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่กลไกที่ดีกว่าเดิมนั้น ก็ไม่ได้ทำในเชิงพัฒนาโครงสร้าง มีแต่เพียงออกกฎหมายรายย่อยเท่านั้น” อดีต สปช. กล่าว
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมาของ คสช.โดดเด่นหลายเรื่อง อาทิ การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีปัญหาทางการเมืองมากจนนักธุรกิจ ประชาชน ขาดความเชื่อมั่น แต่เมื่อ คสช.เข้ามาฟื้นฟูก็สามารถขับเคลื่อนประเทศให้เดินต่อไปได้ รวมถึงได้ประกาศใช้กฎหมายจำนวนมากที่ค้างอยู่ในสมัยรัฐบาลในอดีตซึ่งไม่เคยทำสำเร็จได้ แต่เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาก็ผลักดันให้กฎหมายที่สำคัญออกได้โดยเฉพาะ กฎหมายมรดก
ผลงานอีกชิ้น คือ การแก้ไขปัญหาการบิน และประมงของไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานานเพราะถูกปล่อยปละละเลยจากรัฐบาลจากการเลือกตั้งในอดีต ถึงแม้ว่าปัญหาทั้ง 2 เรื่องนี้จะยังไม่สำเร็จ แต่ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาข้าวค้างสต๊อกที่มีผลพวงมาจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ เมื่อ คสช.เข้ามาก็ได้ดำเนินการไปอย่างก้าวหน้าและตีแผ่ให้สังคมเห็นถึงความเสียหายในโครงการอย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมาเสียหายมากแค่ไหนและควรจะต้องแก้ไขอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เรื่องการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สมบัติ มองสวนทางว่า แนวทางการปฏิรูปถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ แต่ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ การศึกษา การเมือง การกระจายอำนาจ การแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจน แม้หัวหน้า คสช.จะนำมาตรา 44 มาใช้แต่ถึงวันนี้แนวทางการปฏิรูปประเทศก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งในช่วงเวลาการบริหารงานของ คสช.ที่เหลือปีกว่านี้หวังว่ารัฐบาลอาจทำให้เรื่องนี้ปรากฏเป็นรูปธรรมก็เป็นได้
เรื่องปากท้องของเกษตรกร ชาวนา ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่า จะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้นโยบายพรรคการเมืองก็มีแนวทางชัดเจนในการช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ นโยบายประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือโครงการรับจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย ถึงแม้จะมีความล้มเหลว แต่การแก้ปัญหาเกษตรกรทั้งระบบก็ควรมีนโยบายใหม่ที่ชัดเจน
“รัฐบาลมีแต่คนเก่งๆ และถ้ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหากับชาวบ้านได้ จะไปทำให้ชาวบ้านแก้ไขปัญหาของตัวเองได้ไง ตอนนี้รัฐบาลมีอำนาจ มีความเข้มแข็ง นายกฯ ก็มีอำนาจควบคุมกำกับนโยบายทุกกระทรวงฯ ได้เด็ดขาด ถ้ารัฐบาลที่มีองค์ประกอบครบอย่างนี้ปฏิรูปไม่ได้ แล้วจะหวังให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีเสรีภาพ ปฏิรูปอะไรสำเร็จ“ สมบัติ กล่าว
สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ที่ขึ้นเวทีกับ กปปส.ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ คสช.ทำผิดพลาดมากที่สุดคือ ทำงานตามใจชอบโดยไม่เชื่อมโยงกับประชาชน เรื่องใหญ่ที่สุดคือ การร่างรัฐธรรมนูญตามใจชอบ ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 ฉบับ ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตย
สมเกียรติ แนะว่า ถ้าอยากให้สถานการณ์คลี่คลายรัฐบาลต้องพูด หรือแถลงโรดแมปให้ชัดเจนว่า การทำงานจะไปทางใด โดยไม่จำเป็นต้องมาพูดทุกช่วงตอนเย็น ซึ่งต้องแสดงความกล้าหาญ เช่น ถ้าจะปราบคนโกง ทำคดีที่ค้างไม่เสร็จก็จะไม่ไป ส่วนเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมด หรือนำกลุ่มคู่ขัดแย้งสีต่างๆ เข้ามานั่งในสภาเพื่อพูดคุยหาทางออกแก้วิกฤตบ้านเมือง ไม่ใช่นำกลุ่มนักวิชาการที่คุ้นเคยกับทหารเข้ามา เรื่องนี้ถ้าทำอาจต้องใช้เวลาเพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันคิดหานวัตกรรมทางการเมือง หรือปรัชญาใหม่ เช่น เอาแบบไทย 100% ที่ไม่เหมือนใคร
ส่วนเรื่องแผนงานปฏิรูปประเทศ สมเกียรติ มองว่า การเมืองก่อนหน้านี้ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ ล้วนแต่สร้างปัญหา และเมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามาเพื่อหวังจะหยุดยั้ง สุดท้ายก็ไม่เห็นทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ เพราะหลักการปฏิรูปควรต้องเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐกลับไปมุ่งเน้นแต่กิจกรรม เช่น สร้างทางรถไฟ การท่องเที่ยว ขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องเล็ก ขณะที่งานใหญ่ที่เป็นจิตวิญญาณของประเทศที่ควรต้องสร้างขึ้นใหม่ยังไม่ชัดเจน
“ถ้ารัฐบาลนี้ขออยู่แบบอดีตรัฐบาลทหารพม่า โดยเข้ามาอยู่ในสภาควบคุมสักพักหนึ่ง ถามว่าจะเข้ามาควบคุมอะไร ซึ่งประเทศนี้มองว่า ต้องรอให้ทหารไปก่อนและค่อยทะเลาะกันใหม่ เพราะคนที่เข้ามาเป็นกรรมการกลับไม่เป็นกรรมการกลาง แต่กลับมาจัดการตามใจชอบและปล่อยให้คนที่ทะเลาะกันเงียบๆ แทนที่จะให้ทะเลาะกันต่อไปเพื่อให้มันจบ แต่มันก็ไม่จบหรือแทนที่จะสำเร็จก็ไม่” สมเกียรติ กล่าวอย่างผิดหวัง
ส่วนเรื่องการทำงานด้านเศรษฐกิจ สมเกียรติ กล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ที่ คสช.จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะระบบเศรษฐกิจของชาติไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ ซึ่งเมื่อต้องการเข้ามาปฏิรูปก็ควรต้องมาสร้างโครงการปฏิรูปในเรื่องการเมือง แต่เรื่องเศรษฐกิจไม่มีสิทธิ แต่ควรประคองไปตามสถานการณ์ชั่วคราวและต้องรีบพ้นจากตำแหน่งออกไปเพื่อให้ประชาชนเข้ามาทำ เพราะการจะมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ เช่น ระบบสื่อสาร ขนส่ง คมนาคม การศึกษา ไม่ใช่หน้าที่ของ คสช.เพราะไม่ใช่สาเหตุของการยึดอำนาจ
สมเกียรติ วิพากษ์ว่า ที่เราอยู่ทุกวันนี้ คือ รัฐบาลอำมาตย์อย่างแท้จริง ที่กลุ่มเสื้อแดงเคยใช้คำว่าระบอบอำมาตย์ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไม่ใช่ แต่เป็นเพียงระบอบประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ มีจุดด่างพร้อยพอๆ กับรัฐบาลทักษิณ แต่ระบอบอำมาตย์จริงๆ เปรียบเสมือนระบบราชการจริงอย่างในอดีต และยุคปัจจุบันระบบอำมาตย์ ก็ยังคือ ระบบราชการ และเมื่อทหารเข้ามาบริหารประเทศทั้งหมดร่วมกับข้าราชการโดยบริหารตามใจชอบ
การทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาล คสช. นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนรายนี้มองว่า เสียของเหมือนอย่างรัฐประหารเมื่อปี 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพราะเมื่อได้อำนาจเข้ามา แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรและก็ไม่มีความน่ากลัว
“ที่เป็นปัญหา คือ พล.อ.ประยุทธ์ ทำไม่เป็น กล่าวคือ ถ้าจะสร้างประชาธิปไตยก็ควรต้องรู้ว่าเป็นอย่างไรและจะสร้างประชาธิปไตยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ได้ยาก ตามตำราก็มีให้ศึกษาซึ่งไม่มีเขียนในรัฐธรรมนูญให้ทหารมีอำนาจต่อไป และให้เข้าในสภามาคอยบังคับเรื่องการปฏิรูปประเทศต่อไป” สมเกียรติ กล่าว







