
น้ำมันขาขึ้นยั่งยืน? วางใจไม่ได้ปัจจัยระยะสั้น
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ตอนนี้น้ำมันกลับมาสู่ขาขึ้นอีกครั้ง ถึงขนาดที่หลายฝ่ายมั่นใจว่า ราคาน้ำมันจะกลับมาถึงยุคขาขึ้น เช่น ล่าสุดรักษาการรัฐมนตรีน้ำมันคูเวตออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สิ้นปีนี้เราจะได้เห็นน้ำมันกลับคืนสู่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอย่างแน่นอน และตลาดน้ำมันจะคงสู่สมดุลด้วยแรงซื้อที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการผลิตที่ลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2016
ราคาน้ำมันกลับมาฟื้นตัวอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล พุ่งสู่จุดสูงสุดในรอบมากกว่า 7 เดือนครึ่ง และปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 80% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือน ม.ค. โดยเป็นผลมาจากปริมาณการผลิตน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทั้งจากการโจมตีแท่นขุดน้ำมันที่ไนจีเรีย เหตุการณ์ไฟป่าในแคนาดา และการถอนตัวจากตลาดน้ำมันของผู้ผลิตในสหรัฐ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ไม่คงอยู่ไปตลอดกาล
แม้จะเกิดเหตุการณ์หนักๆ หลายอย่างที่สนับสนุนให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น แต่ที่ยังไม่เห็นราคาน้ำมันพุ่งเกิน 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นผลมาจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังปริมาณมหาศาลที่กักตุนมาตั้งแต่ราคาน้ำมันถูก ประกอบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ก็ทำให้น้ำมันดิบในสกุลเหรียญสหรัฐหมดความน่าซื้อไปมาก
ทว่า ปัจจัยต่างๆ ในขณะนี้ก็สนับสนุนให้ตลาดสามารถสร้างสมดุลด้วยปริมาณการผลิตที่ปรับตัวลดลง
ประการแรก เหตุการณ์ไฟป่าในเมืองฟอร์ต แมคเมอร์เรย์ รัฐอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา กินพื้นที่ราว 7.04 แสนเอเคอร์ ส่งผลให้ผู้ผลิตในแคนาดาซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบภัยต้องระงับการผลิต และอพยพคนงานออกจากบริเวณนั้น โดยการผลิตราว 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน ต้องหยุดชะงักลงจากวิกฤตดังกล่าว
แม้ไฟป่าจะดำเนินการมาอย่างยาวนานมากกว่า 2 สัปดาห์แล้ว แต่วิกฤตไฟป่าก็ยังไม่จบลงง่ายๆ และกระแสลมก็ไม่เป็นใจพัดให้ทิศทางไฟป่ากลับมาใกล้กับแหล่งผลิตน้ำมันอีกครั้ง จนทำให้การกลับมาผลิตต้องเลื่อนออกไปมากกว่าเดิม และรอบนี้ไฟป่าที่กลับมาอย่างไม่คาดคิดก็เผาบริเวณที่พักคนงานขนาด 665 ห้อง เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา
“เหตุการณ์กำลังแย่ แต่เหมือนจะแย่แล้วก็จะดีในภายหลัง ยากที่จะคาดเดาได้ อาจเป็น 2 สัปดาห์ หรือ 4 สัปดาห์” ไมเคิล โคเฮน หัวหน้าฝ่ายวิจัยโภคภัณฑ์ของธนาคารบาร์เคลย์ส
ดังนั้น สถานการณ์ของแคนาดายังเป็นปัญหาเพียงระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากภัยธรรมชาติ ต่างจากเหตุการณ์ในไนจีเรียและเวเนซุเอลา
ประการที่สอง การโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันในไนจีเรีย หนึ่งในสมาชิกผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ด้วยฝีมือของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ไนเจอร์ เดลตา อเวนเจอร์ส โดยกลุ่มดังกล่าวระบุว่า บริษัทน้ำมันต่างชาติได้เข้ามาทำให้ไนจีเรียเผชิญกับวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม และพร้อมจะโจมตีบริษัทน้ำมันต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้ โรยัล ดัทช์ เชลล์ และ เชฟรอน ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ต้องอพยพคนงานบางส่วน
จากรายงานของ โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจ รายใหญ่ในสหรัฐนั้น การโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันดิบในไนจีเรียส่งผลให้ปริมาณการผลิตลดลงแตะ 3 แสนบาร์เรล/วัน จาก 1.6 ล้านบาร์เรล/วัน สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 22 ปี และมีแนวโน้มจะผลิตได้ในระดับดังกล่าวไปจนถึงสิ้นปี
ขณะเดียวกัน การขาดการผลิตน้ำมันของไนจีเรียยังทำให้การผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกปรับตัวลดลงไปได้มากกว่า 40% เมื่อเที่ยบกับช่วงผลิตได้สูงสุด ขณะที่ด้านเวเนซุเอลาอีกหนึ่งสมาชิกโอเปกก็เพิ่งประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นระยะเวลา 60 วัน เพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่ไม่ใจรัฐบาลเวเนซุเอลาได้ออกมาเดินขบวนประท้วง และสถานการณ์ก็ดูเหมือนรุนแรงขึ้นเมื่อประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ขู่จะทำรัฐประหาร
เศรษฐกิจของไนจีเรียและเวเนซุเอลาได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรงมากกว่าที่บรรดาผู้ผลิตโอเปก โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียคาดการณ์เอาไว้ในทีแรกที่ออกมาใช้กลยุทธ์ผลิตเพิ่มเพื่อกำจัดคู่แข่งที่ต้นทุนการผลิตสูงกว่า และเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่สงบภายในประเทศขึ้น
ไม่ใช่ประเทศสมาชิกผู้ผลิตในโอเปกเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ประการที่สาม ผู้ผลิตสหรัฐปรับลดกำลังการผลิตลง โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) พบว่า การผลิตของสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงจาก 8.8 ล้านบาร์เรล/วัน ในสัปดาห์ก่อน เหลือ 8.79 ล้านบาร์เรล/วัน และยิ่งลดลงมากเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อปีก่อนที่ 9.4 ล้านบาร์เรล/วัน รวมถึงอีไอเอยังคาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐจะเฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2017
จากข้อมูลของ เฮย์เนสแอนด์บูน บริษัทกฎหมายในสหรัฐ ระบุว่า แค่เพียงปี 2016 เพียงปีเดียว เอกชนสหรัฐภาคส่วนน้ำมันและก๊าซได้ขออำนาจศาลคุ้มครองการล้มละลายไปแล้วอย่างน้อย 29 แห่ง และเมื่อรวมกับปี 2015 ที่ผ่านมา เอกชนสหรัฐก็ขออำนาจศาลคุ้มครองไปแล้วอย่างน้อย 64 แห่ง
อาจเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะของโอเปกในการทำให้เอกชนของสหรัฐต้องเดินหน้าออกจากตลาดไป อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวกลับมาสูงขึ้น ก็จะทำให้เอกชนสหรัฐสามารถกลับมาผลิตได้มากขึ้น โดยสำหรับบริษัทที่ขอคุ้มครองการล้มละลาย ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า บรรดาธนาคารเจ้าหนี้ของบริษัทเหล่านั้นจะรีบผลักดันให้บริษัทที่เกือบล้มละลายกลับมาผลิตน้ำมันเพิ่ม เพื่อให้สามารถหาเงินมาชำระหนี้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หลายปัจจัยเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และยากที่จะทำให้เป็นปัจจัยถาวร โดยเฉพาะปัจจัยไฟป่าในแคนาดา ซึ่งเป็นเหตุประสบภัยธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะตามมาในอนาคต เช่น นโยบายรัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันคนใหม่ของซาอุดิอาระเบีย โดยยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันคนใหม่จะเพิ่มกำลังการผลิตหลังจากที่กลยุทธ์การจัดการคู่แข่งที่มีต้นทุนสูงกว่าสำเร็จผล และซาอุดิอาระเบียก็ย้ำมาโดยตลอดว่ามีความสามารถในการผลิตมากเพียงพอ ขณะเดียวกันการเก็งกำไรของนักลงทุนก็เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างเลี่ยงไม่ได้







