
วัดใจจัดระเบียบ 'พาราไดซ์' ทวงคืนชายหาด-ทะเลภูเก็ต
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
น่าติดตามว่ามติของที่ประชุมติดตามแก้ปัญหาการบุกรุก “หาดพาราไดซ์” ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จะมีผลบังคับเป็นจริงเป็นจังสักเท่าใด
ภายหลังที่ประชุมซึ่งมีรองผู้ว่าราชการ จังหวัดภูเก็ต เป็นประธาน เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ “รื้อถอน” สิ่งปลูกสร้างบริเวณ หาดพาราไดซ์ ภายใน 30 วัน เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของ “ส.ป.ก.”
“ถ้าเอกชนยังไม่รื้อถอนภายใน 30 วัน เทศบาลก็จะมีคำสั่งกลับไปอีกรอบให้รื้อถอนภายใน 7 วัน คราวนี้หากยังไม่รื้อถอนอีก เทศบาลจะดำเนินการรื้อถอนเอง” เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ระบุ
เฉลิมลักษณ์ เล่าว่า ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 มีชาวบ้านมาร้องเรียนว่าเอกชนเข้าไปปรับไถหน้าดิน จากนั้นก็มีการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต เทศบาลจึงมีหนังสือถึง โสภณ เอกวานิช เจ้าของที่ดิน สั่งให้ระงับการก่อสร้างและให้ไปขออนุญาตให้ถูกต้อง
ทว่า เอกสารที่มายื่นขออนุญาตกลับเป็นชื่อ บริษัท พาราไดซ์ บีช แมเนจเมนท์ ซึ่งเช่าที่ดินต่อจาก โสภณ อีกทอดหนึ่ง และในระหว่างพิจารณาคำขอก่อสร้างก็มีข่าวว่าศาลฎีกาตัดสินให้ โสภณ คืนที่ดินดังกล่าวให้กับ ส.ป.ก.
สภาพปัจจุบัน “หาดพาราไดซ์” ซึ่งตั้งอยู่ติดกับชายหาดป่าตอง ได้ตกเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของบริษัทเอกชนไปแล้ว เนื่องจากทางเข้า-ออก มีเพียงเส้นทางเดียว และบริษัทเอกชนยังได้ตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวด จากเดิมที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ตามปกติ
ผู้ที่ต้องการเข้าไปเยี่ยมชมความงดงามของธรรมชาติ จำเป็นต้อง “จ่ายค่าผ่านทาง” ผ่านการซื้อแพ็กเกจของบริษัทเอกชนสนนราคาตั้งแต่ 500-2,000 บาท
นอกจากนี้ ยังต้องเป็นผู้มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะชำระค่าบริการเสริมอื่นๆ อาทิ ห่วงยาง 200 บาท เตียงผ้าใบ 200 บาท ล็อกเกอร์ 100 บาท ผ้าเช็ดตัว 200 บาท สนอร์เกิล 400 บาท กล้องถ่ายรูปชั่วโมงละ 1,000 บาท ประกันภัย 100 บาท ฯลฯ
ว่ากันตามข้อเท็จจริงจากในพื้นที่ แทบจะไม่มีชาวบ้าน-คนท้องถิ่นสามารถเข้าไปพักผ่อนเล่นน้ำในชายหาดพาราไดซ์ได้เลย จึงมีเพียงนักท่องเที่ยวที่มีฐานะเท่านั้นที่จะเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะ “ชายหาดส่วนตัว”
ขจรเกียรติ รักพานิชมณี รอง ผวจ.ภูเก็ต เคยให้สัมภาษณ์ไว้ 1 เดือนก่อนที่ที่ประชุมจะมีมติให้รื้อถอนว่า ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวร้องเรียนว่าเข้าไปเที่ยวหาดพาราไดซ์แล้วถูกกลุ่มนายทุนเรียกเก็บค่าเข้าหาด โดยพบว่าในช่วงเทศกาลมีการเก็บค่าบริการสูงถึง 1 หมื่นบาท
นั่นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า “การรื้อถอน” ตามมติข้างต้นนี้ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
นั่นเพราะความกระตือรือร้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน จ.ภูเก็ต ซึ่งดูหวือหวาในขณะนี้ แทบไม่ต่างกับเมื่อ 2 ปีก่อน ที่มีความพยายามจะดำเนินการกับหาดพาราไดซ์มาแล้ว แต่ก็ไม่เกิดผลใดๆ
ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 2557 จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วย “เฉลิมลักษณ์” และกำลังทหารจากทัพเรือภาคที่ 3 ได้ลงพื้นที่หาดพาราไดซ์ เพื่อชี้แจงให้ผู้ประกอบการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายหาด ภายหลังมีข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน
น.อ.เพชรรัตน์ เทียมจันทร์ รอง ผอ.กพร.บก.ทัพเรือภาคที่ 3 (ในขณะนั้น) กล่าวว่า พบผู้ประกอบการบางส่วนไม่ยอมรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายหาด จึงเดินทางมาชี้แจงให้ได้รับทราบ และหลังจากวันนี้เป็นต้นไปทางทหารทัพเรือภาคที่ 3 จะลงพื้นที่ตรวจสอบทุกวันจนกว่าผู้ประกอบการจะรื้อเสร็จ แต่ถ้าผู้ประกอบการยังดื้อไม่ยอมรื้อก็จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ลงรื้อถอนทันที
“ให้ชาวบ้านทุกคนประกอบอาชีพได้ แต่สิ่งที่บุกรุกหาดและที่สาธารณะต้องขอร้องอย่าให้มี เพื่อต้องการคืนพื้นที่ชายหาดสาธารณะให้พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป และนักท่องเที่ยวได้ใช้ร่วมกัน” น.อ.เพชรัตน์ ระบุ
อย่างไรก็ดี ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ร.ท.สายันต์ ประสงค์สำเร็จ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ได้แสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง พร้อมสนับสนุนกำลังร่วมสนับสนุนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่หาดพาราไดซ์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการรื้อถอน
“ทัพเรือภาคที่ 3 ได้รับนโยบายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการจัดระเบียบหาด และได้เข้าไปสำรวจพื้นที่หาดพาราไดซ์เมื่อปี 2557 พบว่ามีการบุกรุกจริง จึงได้แจ้งให้ทาง จ.ภูเก็ต รับไปดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะถูกฟ้องร้องในการปฏิบัติหน้าที่” ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ระบุ
ปฏิบัติการทวงคืนชายหาด “พาราไดซ์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการวัดใจเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นบทพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของนโยบาย คสช.







