posttoday
เครื่องมือทางการเมืองของมหาอำนาจ

เครื่องมือทางการเมืองของมหาอำนาจ

19 พฤษภาคม 2559

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

ผู้เขียนสนับสนุนการที่รัฐบาลส่งทีมงานไปชี้แจงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยต่อที่ประชุมว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่เจนีวาซึ่งเปิดการพิจารณาทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรอบที่ 2 ประจำปี 2559 โดยเริ่มตั้งแต่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์  ทีมไทยนำโดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะประมาณ 30 คน ไปร่วมประชุมครั้งนี้อย่างกล้าหาญ แม้รู้ว่าจะเจอแรงกดดันจากประเทศต่างๆ ทีมไทยมีการเตรียมตัวไปอย่างดี โดยแสดงความขอบคุณประเทศต่างๆ สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ซึ่งมีทั้งหมด 249 ข้อ ทีมไทยประกาศตอบรับทันที 181 ข้อ เพราะสอดคล้องกับนโยบายและท่าทีของรัฐบาลในการปรับปรุงมาตรการด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือจะนำมาให้รัฐบาลพิจารณาและจะแจ้งคำตอบในการประชุมครั้งต่อไปเดือน ก.ย. 2559

คณะผู้แทนไทยเดินทางไปอย่างคนมีมรรยาท ไม่ใช่ไปท้าตีท้าต่อยหรือไปแบบคนเกเร แต่แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะ เป็นที่เข้าใจได้ว่าต่างชาติโดยเฉพาะฝรั่งมองรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจต้องเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบเช่นละตินอเมริกา มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง แต่ตรงกันข้าม สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของไทยไม่ได้ลดต่ำลงเลย ประชาชนส่วนใหญ่กลับชอบใจ คสช.ที่แก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้หลายประการ ทำให้กลุ่มสูญเสียอำนาจต้องหาทางสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่า  คสช.คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวก็คนหน้าเดิมๆ ทำอะไรคนทั่วไปก็รู้ทันหมดว่าสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปอ้างในที่ประชุมที่เจนีวา

ไม่เพียงคนไทยกลุ่มเดิมหน้าเดิมเท่านั้น ยังมีฝรั่งอเมริกันที่สนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่าออกมาโหมโรงประสานเสียงโดยไม่สนใจว่าเป็นการเสียมรรยาททางการทูต หรือแทรกแซงกิจการภายในของไทยหรือไม่ เพียงเพื่อจะนำไปอ้างเพื่อโจมตี กดดัน ข่มขู่รัฐบาล คสช. เท่านั้น แต่ผลที่ได้กลับทำให้ประชาชนคนไทยผนึกกำลังมีความสามัคคี ปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติมากขึ้น

ที่ผู้เขียนสนับสนุนให้ไทยไปชี้แจงปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศให้โลกได้รับรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น เพราะประเทศอื่นก็ถูกกล่าวหาแบบเดียวกัน แม้แต่สหรัฐเองยังถูกที่ประชุมวิพากษ์วิจารณ์และมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลโอบามาไม่แพ้ประเทศไทย ประเทศประชาธิปไตยฝรั่งโดนกันถ้วนหน้ามากบ้างน้อยบ้าง สิทธิมนุษยชนกลายเป็นสิ่งที่โลกยอมรับและถือปฏิบัติ เพื่อให้มนุษย์พ้นจากการกดขี่  ข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพ ชีวิตร่างกาย ฯลฯ ซึ่งเป็นของดี ไม่มีอะไรเสียหาย

สิทธิมนุษยชนโลกมีนานแล้ว และเป็นกฎกติกาโลกครั้งแรกที่ประกาศคือ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2536 ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้สัตยาบัน อย่างไรก็ดี เพิ่งจะมีการผลักดัน เอาจริงเอาจังหลังสงครามเย็นระหว่างค่ายตะวันตกและค่ายคอมมิวนิสต์ที่ทำให้โลกเปลี่ยนไปหลายประการ ลัทธิประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ระบาดข้ามพรมแดนไปทั่วโลก องค์การสหประชาชาติมีหน่วยงานเรื่องนี้โดยเฉพาะเพื่อดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด สมาชิกองค์การสหประชาชาติ ซึ่งปัจจุบันมีอย่างน้อย 195 ประเทศ แต่ละปีจะมีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ มีข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะให้ประเทศเหล่านั้นรับไปปฏิบัติ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี  

เราต้องเข้าใจว่ากระแสโลกหลังสงครามเย็นเปลี่ยนไป เกิดมาตรฐานใหม่ของโลกที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยละเลยเพิกเฉยไม่ได้ นั่นคือ ลัทธิประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล และหลักโลกาภิบาล  รัฐบาลไทยไม่ว่าชุดไหนก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานโลก มาตรฐานสิทธิมนุษยชนในไทยรับรองว่าไม่แพ้ใคร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ให้หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนรัฐบาลชุดนี้ แม้มาจากการยึดอำนาจ  แต่ก็พยายามปรับปรุงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนบ้านเราให้ดีขึ้น แต่ก็มีการจำกัดสิทธิบางประการเพื่อป้องกันการก่อเหตุวุ่นวายที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงดังที่เกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้เดือดร้อนเลย ยกเว้นกลุ่มการเมืองบางกลุ่มเท่านั้นที่เสียประโยชน์ และไม่พยายามเข้าใจ แต่กลับไปดึงต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐเข้ามาร่วมกดดันรัฐบาล

สหรัฐอเมริกาทำตัวเป็น “ผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน” ของโลก โดยใช้ประเด็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ในการลงโทษประเทศที่ขัดผลประโยชน์ของตน นอกเหนือจากกลไกทางราชการผ่านสถานทูตสหรัฐประจำประเทศนั้นๆ ที่คอยเฝ้าดู ตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ แล้ว ยังใช้องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน เป็นเครื่องมือด้วย รัฐสภาอเมริกันกำหนดให้กระทรวงต่างประเทศต้องจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเสนอต่อรัฐสภา หากประเทศใดมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก รัฐสภาซึ่งเป็นผู้อนุมัติงบประมาณก็จะเสนอตัดความช่วยเหลือต่อประเทศนั้น

สหรัฐใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ สหรัฐประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ บนผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นสำคัญ สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้ส่งเสริมหรือกดดันรัฐบาลอื่น หากประเทศใดให้ผลประโยชน์กับสหรัฐหรือยินยอมทำในสิ่งที่สหรัฐต้องการ สหรัฐก็อาจมองข้ามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศนั้นได้ แต่ถ้าประเทศใดทำตัวออกห่างจากสหรัฐ หรือไม่ยอมรับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐก็จะใช้ปัญหาหรือสร้างเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นในประเทศนั้นๆ เพื่อกดดันจนกว่าจะยอมตามที่สหรัฐต้องการ ไทยเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ถูกสหรัฐกดดันในขณะนี้

มีเพียงจีนเท่านั้นที่ไม่กลัวสหรัฐที่ออกรายงานประจำปี กล่าวหาจีนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง  จีนก็ออกรายงานประจำปีเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสหรัฐเป็นการเฉพาะ เป็นการสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท