
เศรษฐกิจดิจิทัล กับการพัฒนาดิจิทัลไทยแลนด์ (ตอนจบ)
โดย...ภาณิศา สุวรรณเมธาจารย์ ทนายความอาวุโส
โดย...ภาณิศา สุวรรณเมธาจารย์ ทนายความอาวุโส
ปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นประเทศผู้นำอันดับต้นๆ ของโลกในด้านการพัฒนาสารสนเทศ (IT-Information Technology) และสื่อดิจิทัล (Digital Media) โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่สุดในโลก (100 MB ต่อวินาที) มีประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากที่สุดในโลก (กรุงโซล ร้อยละ 98 และจังหวัดอื่นๆ ร้อยละ 78) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่างๆ ของประชากรก็มีการขยายตัวมากที่สุดในโลก ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้นโยบายที่รัฐบาลของเกาหลีใต้มุ่งพัฒนาเพื่อสร้างโครงสร้างหรือฐานใหม่ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของเกาหลีใต้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ เช่น ช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ LG สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยและล้ำหน้าไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในครัวเรือน และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เชื่อมต่อระบบออนไลน์กับผู้ใช้ได้ทันที โดยผู้ใช้สามารถควบคุมเครื่องใช้ทุกอย่างได้แม้ไม่ได้อยู่ในบ้าน นอกจากนั้น รัฐบาลยังผลักดันเกมออนไลน์ให้ขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2556 มียอดเกมออนไลน์ส่งออกสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท อีกด้วย
นอกจากนี้ ธนาคารทุกแห่งในเกาหลีใต้ก็ยังนำเสนอบริการออนไลน์และการทำธุรกรรมผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ อีกทั้งรัฐบาลก็ยังเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ผ่านทางออนไลน์อีกด้วย และยังส่งเสริมบริการจากภาครัฐเข้าไปสู่ภาคธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนและดึงภาคธุรกิจต่างๆ ให้เข้ามาสร้างกลยุทธ์ควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐบาล และนอกจากรัฐบาลจะให้การสนับสนุนนโยบายนี้กับภาคธุรกิจและคนทำงานแล้ว รัฐบาลยังจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับการเข้าถึงและการใช้อินเทอร์เน็ตให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และแม่บ้านอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีและข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้มีการบริโภคผ่านเทคโนโลยีให้มากขึ้นอีกด้วย [อานันท์ เกียรติสารพิภพ : 2558] และ [อาศิรา พนาราม : 2554]บทวิเคราะห์และปัญหาในภาพรวมเกี่ยวกับนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อพิจารณาและศึกษานโยบาย และแผนการดำเนินการในการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลแล้ว ผู้เขียนมีความเห็น ดังนี้
1.นโยบายและแผนการดำเนินการรวมถึงข่าวสารที่ออกสู่สาธารณะ แสดงให้เห็นเพียงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ รวมถึงการจัดทำ และแก้ไขกฎหมายที่น่าจะเกี่ยวข้อง แต่ผู้เขียนยังไม่เห็นเป้าหมายหลักของนโยบายนี้ของรัฐบาลว่าจะเป็นไปเพื่อส่งเสริมธุรกิจใดอย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมในลักษณะอย่างไร อย่างที่ผู้เขียนได้เรียนให้ทราบ แล้วถึงตัวอย่างของมาเลเซียและเกาหลีใต้ซึ่งทั้งสองประเทศมีนโยบายที่มีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมว่าจะมุ่งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาประเทศภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลในทิศทางใด ซึ่งหากรัฐบาลไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่ารัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจใด และดำเนินการอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ภาคเอกชนหรือนักลงทุนต่างๆ ที่จะประสงค์ที่จะเข้ามาลงทุนภายใต้นโยบายนี้ก็จะไม่ทราบว่าตนควรจะมุ่งและดำเนินธุรกิจไปในทางใด และจะทำให้ภาคเอกชนและนักลงทุนเหล่านั้นไม่กล้าตัดสินใจที่จะเข้ามาลงทุนภายใต้นโยบายดังกล่าว
2.การจัดทำนโยบายและแผนการดำเนินการดังกล่าวก็ถูกจัดทำโดยข้าราชการของหน่วยงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจที่ขาดความรู้ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนโยบายดังกล่าว อาทิ บริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานดังกล่างล้วนเป็นหน่วยงานที่กำลังได้รับความเดือดร้อนและกำลังเร่งหาทางฟื้นฟูกิจการของตน โดยเมื่อพิจารณาการดำเนินการจัดทำนโยบายดังกล่าวแล้ว ดูเหมือนว่าหน่วยงานเหล่านั้นประสงค์ที่จะอาศัยนโยบายดังกล่าวเป็นตัวช่วยในการเร่งฟื้นฟูกิจการของตน ซึ่งหากความจริงเป็นเช่นนั้น การกำหนดนโยบายดังกล่าวก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดการลงทุนที่ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีอย่างเป็นธรรม หรือเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นการจัดตั้งนโยบายดังกล่าวเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง เพื่อให้เข้ามาแข่งขันกับเอกชนเสียมากกว่า
3.หลังจากที่มีนโยบายที่ชัดแจ้งแล้วว่าประเทศรัฐบาลจะพัฒนาไปในทิศทางไหน ก็จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนทุกภาคส่วนให้เป็นไปตามทิศทางนั้น
4.หากรัฐบาลมีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะมุ่งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาธุรกิจใดภายใต้นโยบายนี้รัฐบาลก็ควรที่จะกำหนดทิศทางให้เป็นรูปธรรมว่ารัฐบาลจะสร้างฐาน หรือสาธารณูปโภค หรืออำนวยความสะดวกอย่างใดหรือในลักษณะใดขึ้นมาเพื่อดึงดูด และรองรับการลงทุนของภาคเอกชน และนักลงทุนดังกล่าวให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การก่อตั้งนิติบุคคล การขอรับใบอนุญาต การว่าจ้างพนักงานต่างชาติ สถานที่ตั้งสำนักงาน การนำเงินเข้าและออก
5.ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้นำเสนอนโยบายนี้ขึ้นมา รัฐบาลควรที่จะเป็นผู้นำ และเป็นตัวอย่างในการปรับปรุงระบบภายในของหน่วยราชการต่างๆ ให้รองรับนโยบายดังกล่าว หน่วยราชการเป็นองค์กรที่มีเงินทุนมากที่สุดและมีฐานข้อมูลที่มากที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลที่มีอยู่แล้วมากที่สุดและเป็นองค์กรที่เก็บฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด หน่วยราชการเหล่านั้นควรนำฐานข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยให้ประชาชนทราบผ่านทางระบบดิจิทัล ให้ประชาชนทราบว่าหน่วยราชการนั้นกำลังดำเนินนโยบายใดอยู่ มีกระบวนการในการพิจารณาอย่างไร ประชาชนควรจะเตรียมความพร้อมอย่างไร นอกจากนี้ ระบบการรับคำขออนุญาตต่างๆ ควรที่จะเป็นระบบ E-filing โดยไม่ต้องให้ภาคเอกชนต้องเดินทางไปยื่นเอกสารที่หน่วยราชการนั้น การปรับปรุงฐานข้อมูลต่างๆ ควรมีระบบที่หน่วยราชการต่างๆ สามารถดึงหรือนำข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของผู้ยื่นคำขอได้ โดยที่ผู้ยื่นคำขอไม่ต้องนำส่งหลักฐานแสดงข้อมูลของตัวเองอีก การติดต่อประสานงานกับประชาชนควรจัดทำด้วยระบบออนไลน์ต่างๆ ควรมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามของประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่สร้างอีเมล (E-mail) หรือบล็อก (Blog) ต่างๆ ให้ประชาชนเข้ามาติดต่อ รวมถึงสอบถามข้อสงสัยหรือปัญหาต่างๆ แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบในการตอบคำถามหรือข้อซักถามแต่อย่างใด และการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการประกอบการของภาคเอกชน หรือนักลงทุน ควรนำมาเปิดเผยในสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยราชการต่างๆ ให้มีข้อมูลที่ครบถ้วน และมีความทันสมัยอยู่เสมอ (Update) ไม่ใช่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการแจ้งไว้อย่างหนึ่ง แต่เมื่อภาคเอกชนและนักลงทุนจัดเตรียมมาแล้ว เจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการนั้นๆ กลับแจ้งว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ทันสมัย ทำให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างๆ เป็นอย่างมาก
6.รัฐบาลควรที่จะสร้างองค์ความรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเทคโนโลยี รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับประชาชน เพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว ซึ่งหากรัฐบาลผลักดันนโยบายดังกล่าว แต่ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีนั้นโดยตรงไม่เข้าใจเทคโนโลยีนั้นคืออะไร และจะเข้าถึงและนำมาใช้ได้อย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลจะจัดทำและผลักดันให้เกิดนโยบายนี้ขึ้นมาแต่จะกลับกลายเป็นเอาเงินภาษีมาใช้โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติแต่อย่างใด
นอกจากข้อเสนอในการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้เขียนยังมีความเห็นว่าระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้นโยบายดังกล่าวดำเนินไปได้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีการที่รัฐบาลควรที่จะดำเนินการเพื่อพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศดังต่อไปนี้
1.ในการกำหนดนโยบายและการจัดทำแผนการดำเนินการ รัฐบาลควรที่จะเชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (www.tispa.or.th) เป็นต้น เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายและจัดทำแผนการดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของสมาคมนั้นเป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง/เล็กที่ต้องอาศัยนโยบายของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการประกอบกิจการของตน (ไม่ใช่เชิญแต่
ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายและจัดทำแผนการดำเนินการ) โดยปัจจุบันผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีน้อยราย ต่างจากในอดีตยุคที่ซื้อรหัสจากร้านสะดวกซื้อ ที่มีมากราย เนื่องจากปัจจุบันขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวดของหน่วยงานที่ดูแล ทำให้ค่าเช่าสายโทรศัพท์ตามบ้านซึ่งเป็นต้นทุนการให้บริการที่สำคัญเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ Broadband Internet จนทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องพยายามปรับตัว เช่น ให้บริการเฉพาะกลุ่มลูกค้า หรือพยายามระดมทุนเพื่อสร้างโครงข่ายของตัวเอง เป็นต้น
2.สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมด้วยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือประเทศสิงคโปร์ ที่กำหนดนโยบายให้เกิดการแข่งขันเสรี สำหรับธุรกิจดังกล่าว ทำให้เกิดมีผู้ประกอบการใหม่ๆ ทั้งขนาดกลาง/เล็กที่มีความคิดสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่สามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทย ที่ผู้ให้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการขนาดใหญ่ที่ยังยึดติดกับการดำเนินการแบบเดิม ด้วยผลิตภัณฑ์เดิมๆ ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยก็จะพัฒนาไปได้ยาก อีกทั้งยังทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จำกัดในการเลือกใช้บริการระบบอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
3.ปัจจุบันค่าบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจดิจิทัลค่อนข้างต่ำ เพราะมีการเข้ามาลงทุนของผู้ให้บริการข้อมูลอินเทอร์เน็ตระดับโลก เช่น Google, Facebook หรือ Line เป็นต้น ซึ่งผู้ให้บริการดังกล่าวไม่มีต้นทุนในค่าเช่าวงจรอินเทอร์เน็ตต่างประเทศซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของการให้บริการอินเทอร์เน็ต หากรัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายที่ชัดเจน และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจแล้ว ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระดับโลกเหล่านั้น ก็จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้ง Server ในประเทศไทย ซึ่งก็จะทำให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยต่ำลงเหมือนของหลายๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ เป็นต้น และยังทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตของภูมิภาคได้อีกด้วย
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าประเทศไทยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะนำนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมาพัฒนาประเทศ และเศรษฐกิจของประเทศในทิศทางใดและอย่างไร ซึ่งคณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลที่กำลังปฏิรูปประเทศ เพื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลให้สามารถกำหนดทิศทางในการนำประเทศเข้าสู่ยุคดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จต่อไป







