posttoday
อย่ารังแกคนชรา

อย่ารังแกคนชรา

19 พฤษภาคม 2559

การผลักดันนโยบายปรับเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 600 บาท ตามแนวคิดของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยอ้างว่ากระทบต่อภาระงบประมาณ นอกจากไม่สมเหตุสมผลแล้ว ยังสวนทางกับการจัดระบบสวัสดิการถ้วนหน้าโดยรัฐ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ซึ่งเป็นหนทางในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

การผลักดันนโยบายปรับเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 600 บาท ตามแนวคิดของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยอ้างว่ากระทบต่อภาระงบประมาณ นอกจากไม่สมเหตุสมผลแล้ว ยัง
สวนทางกับการจัดระบบสวัสดิการถ้วนหน้าโดยรัฐ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ซึ่งเป็นหนทางในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

เกณฑ์ที่ สศค.กำหนดจะให้จ่ายเบี้ยยังชีพคนชราเฉพาะผู้มีรายได้ไม่เกิน 9,000 บาทต่อเดือน หรือมีสินทรัพย์ไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นตรรกะไม่สอดคล้องข้อเท็จจริง และไม่เสมอไปว่าชาวไร่ชาวนาที่มีรายได้เกิน 9,000 บาทต่อเดือน หรือมีทรัพย์สินมากกว่าเกณฑ์นี้จะเป็นผู้มีรายได้พออยู่พอกิน กระทั่งเข้าเกณฑ์ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด เพราะหักลบต้นทุนและรายจ่ายต่อเดือนแล้วส่วนใหญ่กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลังเงินสวัสดิการ 600 บาท จึงมีความหมายต่อการดำรงชีพ

ปัญหาประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่ภาครัฐรับรู้มานาน แต่ไม่ได้เตรียมการรับมือในเชิงนโยบายเป็นรูปธรรม ขณะที่ระบบราชการและการทำงานของข้าราชการเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนประเทศมาต่อเนื่อง แต่รัฐก็มุ่งเพิ่มสวัสดิการให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และดีกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ มาโดยตลอด อีกทั้งเป็นภาระงบประมาณด้วยเช่นเดียวกัน และกระทรวงการคลังก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

แม้งบประมาณช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จะมากถึง 6 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือคาดการณ์ว่าในปี 2567 งบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 9 หมื่นล้านบาท คำถามอยู่ที่ว่า การตัดสิทธิคนแก่จำนวนหนึ่งตามเกณฑ์รายได้และสินทรัพย์ที่กำหนดขึ้นจะเกิดความเป็นธรรมจริงหรือไม่ จะแยกคนรวยคนจนด้วยเพียงแค่ตั้งกฎเกณฑ์แค่นี้ จะสร้างความเท่าเทียมขึ้นในสังคมได้อย่างไร

ปัญหาที่จะตามมามากกว่าก็คือว่า การแยกชนชั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยเกณฑ์ตามแนวนโยบายนี้กำลังผลักดันอยู่นี้ เท่ากับจะให้สวัสดิการของรัฐกลับไปเป็นการสังคมสงเคราะห์ผู้ยากไร้เช่นในอดีตหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นถือว่าข้อเสนอนี้ล้าหลังสุดขั้วและยังเป็นการถอยหลังลงคลอง

ประเด็นต่อมา แม้ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปถึงประมาณ 14% ของประชากรทั้งประเทศ และจะเพิ่มมากขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่คำถามก็คือ ภาระงบประมาณของรัฐมีสาเหตุหลักมาจากสวัสดิการคนชรากี่เปอร์เซ็นต์ ต้นตอที่แท้จริงที่ทำให้รัฐขาดแคลนงบประมาณในการบริหารประเทศมาจากสาเหตุใดกันแน่

ภาครัฐต้องยอมรับความจริงว่าสภาวะถังแตกที่เผชิญอยู่ นอกจากมีการใช้จ่ายงบประมาณไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแล้ว ยังมีการรั่วไหลจากการทุจริตอีกปีละจำนวนมหาศาล ขณะที่การจัดเก็บภาษีก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีการหลบเลี่ยงภาษี ทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งข้าราชการทั้งระดับเล็กระดับใหญ่ก็มีส่วนเอื้อพัวพันให้เกิดความฉ้อฉลเหล่านี้ขึ้นทั้งสิ้น

ปัญหางบประมาณจึงไม่ได้มาจากต้นทุนเบี้ยคนชรา แต่เกิดจากการบริหารงบประมาณที่ล้มเหลว การปล่อยปละละเลยไม่เอาผิดกับขบวนการที่ฉ้อฉล ด้วยเหตุนี้ต่างหากที่ถ่างรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยห่างออกไปเรื่อยๆ และกลายเป็นกับดักปัญหาของทุกรัฐบาล

ฉะนั้น จึงควรทบทวนนโยบายตัดเงินยังชีพคนแก่ และอย่าอ้างว่าจะนำเงินคนรวยไปช่วยเหลือคนจน เพราะเป็นเรื่องเพ้อฝันและไม่อาจเป็นจริง แต่ควรไปเอาจริงเอาจังกับการเรียกคืนสารพัดค่าโง่ รวมทั้งทวงเม็ดเงินการทุจริตในโครงการของรัฐคืนมาน่าจะเป็นทางออก และสร้างความเป็นธรรมได้มากกว่า

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง