
พ่อแม่ (อย่า) รังแกฉัน
พระเจ้าช่วย! ต้องอุทานประโยคนี้ออกมา หลังจากได้ยินข่าวว่ามีการโกงข้อสอบ
โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล บรรณาธิการแมกกาซีน ภาพ เอพี
พระเจ้าช่วย! ต้องอุทานประโยคนี้ออกมา หลังจากได้ยินข่าวว่ามีการโกงข้อสอบ เพื่อเข้าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านรังสิต คือที่ต้องอุทานขนาดนั้นก็เพราะเม็ดเงินที่จ่าย ระบุว่ามากกว่า 8 แสนบาท! เคราะห์ดีที่ท่านอธิการบดีไหวตัวทัน สามารถสกัดยับยั้งไม่ให้เกิดการโกง โดยออกมายกเลิกการสอบเข้าทีเดียว 3 คณะรวด ทั้งแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
งานนี้มีการออกมาแฉกลโกงของกลุ่มทุจริตการสอบที่ทำกันเป็นขบวนการ เริ่มมาตั้งแต่กลุ่มติวเตอร์ กลุ่มรับจ้าง และกลุ่มจ้าง โดยรายงานข่าวบอกว่า ผู้รับจ้างที่รับค่าจ้าง 7,000 บาท จะสวมแว่นตาที่ติดกล้องเข้าห้องสอบ เพื่อส่งภาพข้อสอบทุกหน้าไปยังศูนย์ติวเตอร์ ซึ่งจะทำการเฉลยข้อสอบส่งกลับมายังนักเรียนที่เข้าสอบ ผ่านอุปกรณ์รับคือนาฬิกาอัจฉริยะ โดยนักเรียนที่จ้างจะต้องจ่ายเบื้องต้น 5 หมื่นบาท (ค่านาฬิกาอัจฉริยะ) และเมื่อสอบติดคณะที่ต้องการจะต้องจ่ายอีก 8 แสนบาท
ขบวนการโกงข้อสอบสารพัดเล่ห์มีมานานตั้งแต่จำความได้ ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีต่างๆ ล้ำหน้าขึ้น การโกงก็ดูล้ำตาม ผู้ที่ดูแลต้องพัฒนาตัวเองให้ล้ำเข้าไปอีก ไม่อย่างนั้นก็จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน น่าสงสัยนักว่ามีผู้ที่ "โกง" สำเร็จ ผ่านเข้าไปอยู่ในสถานศึกษาต่างๆ จนจบออกมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศชาติจำนวนมากน้อยแค่ไหนแล้ว?
ข่าวการโกงข้อสอบครั้งล่าสุด ไม่เพียงจำนวนเงินค่าจ้างสุดสูงที่ช็อกสังคมไทย หากยังมีเรื่องของคณะที่ต้องการโกงเข้าไป คือถ้าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็เรียกว่าเป็นคณะอันดับ 1 คณะที่เป็นสุดยอดของนักเรียนสายวิทย์ เป็นคณะที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นความตายของผู้คนในอนาคตก็ว่าได้
สำหรับจำนวนเงินที่สูงเกือบเหยียบล้านบาท ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า งานนี้ย่อมมีบรรดาผู้ปกครองมาเอี่ยวด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการสร้างค่านิยม "การโกง" อย่างนี้เรียก... "พ่อแม่รังแกฉัน" ชัดๆ
ท่าน ว.วชิรเมธี เคยกล่าวถึงเรื่องการเลี้ยงดูบุตรของคนสมัยใหม่เอาไว้ว่า คนสมัยนี้มีวิธีการ "ทำร้ายลูก" แบบที่ตัวพ่อแม่เองก็ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ตั้งแต่การรักลูกมากเกินไป บอกว่าลูกถูกทุกอย่าง ดีกว่าคนอื่นเสมอ กลายเป็นเด็กอัตตาสูง เชื่อมั่นตัวเองในทางที่ผิด ชอบดูถูกคน เป็นตัวปัญหาแบบไม่รู้ตัวเอง
การตามใจลูกมากไป ก็ถือเป็นการทำร้ายลูกได้ทางหนึ่ง เช่นเดียวกับการไม่กล้าห้ามปรามสั่งสอนเมื่อลูกทำผิด ทำเลว ทำบาป ซึ่งทำให้ลูกสูญเสียสามัญสำนึก แยกแยะถูกผิดดีชั่วไม่เป็น มองไม่เห็นเส้นแบ่งทางจริยธรรมว่า ดีเป็นอย่างไร ชั่วเป็นอย่างไร -- การส่งเสริมให้โกง ก็เป็นการไม่สั่งสอนลูกให้รู้จักแยกแยะดี-ชั่วทางหนึ่ง
ไม่น่าแปลกใจเลย ที่ก่อนหน้านี้ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เผยผลสำรวจที่ระบุว่า ประชาชนกว่า 60% รับเรื่องการโกงของรัฐบาลได้ หากว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ โดยพบว่าผู้ตอบผลสำรวจในกลุ่มที่กว่า 20 ปี มีสัดส่วนน้อยที่สุดที่จะยอมรับรัฐบาลที่โกงหรือทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างไรก็ตาม ยังมีสัดส่วนที่สูงเกินครึ่งคือ 56.1% ขณะที่กลุ่มคนอายุระหว่าง 20-29 ปี รับได้ 62.3% อายุระหว่าง 30-39 ปี 67.9% อายุระหว่าง 40-49 ปี 66.9% และกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป 67.5% -- พ่อแม่ที่ลูกกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยน่าจะอยู่ใน 3 กลุ่มหลัง ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์สูงในการยอมรับการโกงแบบที่ตัวเองจะได้รับผลประโยชน์
ที่น่าพิจารณาอีกอย่าง คือผลวิจัยเดียวกันนี้ ชี้ว่า ยิ่งกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงขึ้นยิ่งมีแนวโน้มที่จะยอมรับการโกงที่ตัวเองได้ผลประโยชน์มากกว่าคนการศึกษาน้อย
ย้อนไปดูก่อนหน้านี้ที่มีการรณรงค์เรื่อง "โตไปไม่โกง" ลองนั่งนับนิ้วดูก็นับเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ร่วมมือกับศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย จัดทำหลักสูตร “โตไปไม่โกง” สำหรับใช้ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ในระดับชั้นอนุบาล 1 จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนขยายขอบเขตของเนื้อหาให้ครอบคลุมระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ตามด้วยมัธยมศึกษาปีที่ 1-6
เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมความดี 5 ประการที่ช่วยสร้างชาติและต่อต้านการทุจริต ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสาธารณะ ความเป็นธรรมทางสังคม กระทำอย่างรับผิดชอบ และการเป็นอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งนอกจากจะใช้สอนเด็กๆ แล้ว ยังได้มีการอบรมครูผู้สอนในทุกระดับชั้นด้วย
งานนี้สงสัยจะสอนกันแต่ลูกเด็กเล็กแดงคงจะไม่พอเสียแล้ว ต้องเปิดเซสชันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ -- จะเลี้ยงลูกอย่างไร ไม่รังแกลูก... เลี้ยงยังไง ไม่โกงเป็นตัวอย่างให้ลูกดู







